ชีวิตนี้ มีความหมาย (6)

ชีวิตนี้ มีความหมาย (6)

การตรวจเยี่ยมคุกเมืองไทยปลายปีนี้ (พ.ศ. 2556) ข้าพเจ้าเริ่มต้นตรวจนักโทษไต้หวันที่คุกบางขวางก่อน ณ วันที่ 26 พฤศจิกายน พวกเรา ซึ่งประกอบด้วย คุณชาญ ข้าพเจ้า และเจ้าหน้าที่ใหม่คนหนึ่ง ชื่อ มิสเตอร์จาง คิดว่า การตรวจที่นี่ คงจะยุ่งยากไม่น้อย เพราะมีกฏกติกามากมายจากผ็อำนวยการเรือนจำคนใหม่ แต่..พอเข้าไปในคุกบางขวางจริงๆ กลับทำงานง่ายดายกว่าทุกปี เพราะที่นี่ ข้าพเจ้าถูกจำกัดให้จ่ายยากับนักโทษแต่ละคนได้ ไม่เกินคนละ 3 ตัว ปัจจุบัน ยาทุกตัวที่จะถูกนำเข้าคุกบางขวาง ต้องได้รับการตรวจค้นอย่างละเอียด สาเหตุ ก็เนื่องมาจากมีผู้กระทำผิดลักลอบนำยาเสพติด, มือถือ หรือสิ่งผิดกฏหมายเข้ามาในเรือนจำ แล้วถูกจับได้ มาตรการตรวจค้นสิ่งของก่อนนำเข้า จึงเป็นไปอย่างรอบคอบ พวกเราตรวจที่คุกบางขวางเพียงครึ่งวัน ก็จบ.. ตอนบ่าย ข้าพเจ้าว่างจากภารกิจต่างๆที่เกี่ยวกับคุก จึงขอให้คนรถของกงสุลไต้หวัน ช่วยขับ นำข้าพเจ้าไปส่งที่ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ เพื่อพักผ่อน ก่อนจะเริ่มทำงานต่อในตอนเย็น

 

วันที่ 2 ธันวาคม 2556 ข้าพเจ้าได้ไปตรวจที่คุกคลองเปรม ...หมายถึงว่า ไปตรวจ ณ โรงพยาบาลฑัณทสถานคลองเปรม นักโทษที่มาตรวจ ก็ไม่มากนัก แต่..การตรวจเป็นไปอยบ่างล่าช้า เพราะมีการเขียนใบสั่งยาซ้ำซ้อนกันหลายใบ นักโทษบางคนต้องการใบสั่งยาเพิ่ม เพื่อไปซื้อเครื่องสำอางค์ จำพวกครีมบำรุงผิว และใบหน้า.. ข้าพเจ้าเขียนไป 3 – 4 ใบ ก็รู้สึกแปลกใจ และไม่ค่อยกล้าถามว่า ทำไมถึงต้องการครีม หรือ Lotion เหล่านี้..ต่อมา จึงรู้จากพยาบาลที่นั่นว่า ‘พวกนักโทษเหล่านี้ นำไปเพื่อหาซื้อเครื่องบำรุงผิวพรรณให้กับบรรดากระเทย.. เป็นค่าทำขวัญ เวลามีเพศสัมพันธ์ด้วย’

พอตรวจนักโทษไปได้สักพักหนึ่ง คุณชาญ ก็เดินมาบอกกับข้าพเจ้าว่า ‘ไม่ต้องออกใบสั่งยาต่างหากอีกแล้ว เพราะนักโทษบางคนนำเอามันไปต่อเติม เพื่อซื้อยาที่มีโทษหรือผิดกฏหมาย ทำให้เสียชื่อคุณหมอและกงสุลไต้หวัน’ เมื่อใกล้เวลาเที่ยง เจ้าหน้าที่พยาบาลของโรงพยาบาลคลองเปรมคนหนึ่ง ก็มาช่วยดำเนินการ โดยให้ข้าพเจ้าเขียนใบสั่งยาอย่างเดียว เธอเป็นคนคัดลอกใบยาและเขียนชื่อนักโทษลงในใบสั่งยาฉบับนั้น พวกเราจึงตรวจนักโทษเสร็จเร็วกว่าที่คาด.. เลยเวลาพักเที่ยงไปไม่นาน

ที่นั่น ข้าพเจ้ายังได้ตรวจนักโทษหญิงอีก 2 -3 คน ซึ่งถูกส่งมาจากฑัณทสถานหญิง.. คราวนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่อำนวยความสะดวกให้กับเรา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปตรวจที่ฑัณทสถานหญิง ในจำนวนนั้น มีนักโทษหญิงคนหนึ่งน่าสนใจมาก ชื่อ คุณเย่ ตอนนี้ เธอมีอายุเกือบ 50 ปี เธอติดคุกตั้งแต่ยังสาว ช่วงเวลานั้น เธอกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด สามีของเธอ ซึ่งมียาเสพติดไว้ในครอบครอง เมื่อตำรวจบุกเข้าไปในห้องพัก เพื่อขอตรวจค้น สามีเธอเห็นท่าไม่ดี จึงนำเฮโรอินทั้งหมด ไปซุกซ่อนไว้ในตัวเธอ ทำให้เธอมีโทษผิด ฐานค้ายาเสพติดไปด้วย สามีเธอถูกตัดสินประหารชีวิต แล้วลดโทษลงเหลือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเธอถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แล้วลดโทษลงมาจนในที่สุดเหลือดเพียง 20 ปี เธอคลอดบุตรสาวขณะติดคุกฑัณทสถานหญิงในปีนั้น หลังคลอด..ลูกสาวของเธอถูกส่งไปให้พี่ชายสามีเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม วันที่ข้าพเจ้าตรวจสุขภาพของเธอคราวนี้ จึงได้ทราบว่า ‘เธอติดคุกมาแล้ว 19 ปี ..ปีหน้า เธอจะได้รับการปล่อยพ้นโทษ ให้เป็นอิสระกลับไปประเทศไต้หวัน’ ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ร่วมไปกับเธอด้วย

เรื่องราวของสามีคุณเย่ ยิ่งน่าสนใจ สามีคุณเย่ถูกจองจำที่คุกบางขวาง เขาเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมาก ทุกครั้งที่มาขอยาจากข้าพเจ้า เขาจะใช้เลห์เพทุบายหลายอย่าง เพื่อให้ได้ยามากที่สุดทั้งชนิดและจำนวนยา ถึงแม้ข้าพเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว แต่ก็มักจะอะลุ่มอล่วย  ข้าพเจ้าได้ดูแลสามีของคุณเย่ จากการเยี่ยมเยียนคุกประมาณ 10 กว่าปี เขาก็เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บในที่คุมขัง... ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ตลอดระยะเวลาที่เขาติดคุก ไม่เคยมีใครมาเยี่ยมเลย เมื่อเขาตายลง คุณชาญได้โทรศัพท์ติดต่อญาตพี่น้องพ่อแม่ แต่..ทางญาตขอให้กงศุลช่วยดำเนินการเกี่ยวกับศพให้ด้วย คุณชาญได้แจ้งให้ทางญาตทราบว่า การดำเนินการเหล่านี้ ต้องมีค่าใช้จ่าย ทางญาตก็บอกว่า ‘อย่างนั้น ก็ไม่เอาศพเขาแล้ว ทางสถานฑูตจะทำยังไง ก็ไม่ว่า ไม่ต้องส่งกลับไปไต้หวันหรอก’ ตอนนั้น ศพของสามีคุณเย่ นอนแช่แข็งอยู่ที่ตู้เย็นของแผนกนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลาถึง 4 – 5 เดือน เนื่องจากการประสานไปมาระหว่างญาต มีปัญหา อย่างไรก็ตาม เมื่อทางญาตปฏิเสธเด็ดขาดที่จะไม่ยุ่งเกี่ยว ทางกงสุลไต้หวันจึงติดต่อขอเงินบริจาคจากมูลนิธิฯหลายแห่งของคนไต้หวัน ดำเนินการเกี่ยวกับศพไร้ญาตผู้นี้ จากนั้น ก็นำศพไปเผา และเก็บอัฐฐิ ออกมา... ปัญหา ก็คือ ญาตไม่เอาอัฐฐิ.. ใครๆก็ไม่ต้องการ สุดท้าย คุณชาญได้ไปสอบถามทางวัดไตรมิตร ขอฝากอัฐฐิของคนไร้ค่าผู้นี้ ปรากฏว่า ทางวัดอนุญาตให้ฝากไว้ได้ เมื่อคุณเย่พ้นโทษในปีหน้า ออกจากคุกและเดินทางกลับไต้หวัน ข้าพเจ้าก็หวั่นวิตกว่า คงไม่นำอัฐฐิของสามีกลับไปด้วย เพราะเขาเป็นคนทำให้เธอคิดคุกเป็นเวลานานถึง 20 ปี หญิงสาวคนหญิงได้ทิ้งชีวิตของเธอไว้ในฑัณทสถาน ไม่ได้เห็นความศิวิไลแห่งโลกเป็นเวลานานแสนนาน... เมื่อสามารถออกมาดำเนินชีวิตเยี่ยงคนธรรมดา.. มีหรือ..ที่เธอจะไม่โทษชะตาชีวิตที่เลือกคนเช่นนั้นเป็นสามี 

วันที่ 17 ธันวาคม ข้าพเจ้าเดินทางโดยสารเครื่องบินของสายการบินไทย ไปจังหวัดเชียงราย...ในตอนเช้ามืด เวลาประมาณ 5 นาฬิกาเศษ ข้าพเจ้าจัดแจงเตรียมตัวอย่างเรียบร้อย จัดกระเป๋า และเครื่องใช้ไม้สอยเท่าที่จำเป็น แต่..ข้าพเจ้าต้องเปลี่ยนเสื้อที่ใส่มาของวันก่อน เวลานั้น ข้าพเจ้าลงลิ๊ฟมายังชั้นไต้ดิน แล้ว ก็รีบหยิบเสื้อเชิ้ต 1 ตัว เพื่อไปเปลี่ยน ณ ที่รโหฐานด้านข้างของตัวตึก ตอนนั้น ไม่รู้ข้าพเจ้าเหม่อลอยเรื่องอะไร ทำให้ข้าพเจ้าสะพายเอากระเป๋าบรรจุ Ipad ไปด้วย เมื่อไปถึงที่รโหฐานด้านข้าง ซึ่งมีผนังไม้แผ่นบางๆบังอยู่เป็นแนวยาว และลึกเข้าไปข้างใน จะเป็นห้องซ่อมเฟอร์นิเจอร์ของโรงพยาบาล ข้าพเจ้าได้วางกระเป๋า Ipad ไว้บนโต๊ะบริเวณนั้น พอข้าพเจ้าเปลี่ยนเสื้อเสร็จ ก็รีบหยิบเสื้อตัวเก่า..เก็บกลับไปใส่ไว้ในรถ พลางลากกระเป๋าเดินทางขึ้นมาชั้นหนึ่ง เพื่อรอรถยนต์ของกงสุลไต้หวันที่มารับทางด้านหน้า ของโรงพยาบาลไทยนครินทร์

รถยนต์คันดังกล่าว ได้พาข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่ง นามว่า.............มุ่งหน้าไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ พอรถขับไปถึงบริเวณสี่แยกถนนบางนาตัดกับถนนกิ่งแก้ว  ข้าพเจ้าก็สะดุดคิดขึ้นมาว่า ‘อาจจะลืมกระเป๋าIpadไว้ที่ โรงพยาบาลฯ’ ข้าพเจ้ารีบโทรศัพท์กลับไปที่ห้องคลอด ซึ่งมีผู้ช่วยพยาบาลเป็นคนรับสาย ข้าพเจ้าพูดขอร้องเธอว่า ‘ให้ช่วยไปดูที่รถข้าพเจ้าหน่อยว่า มีกระเป๋าบรรจุ Ipad สีดำอยู่ภายในหรือ เปล่า พร้อมกับบรรยายรูปร่างกระเป๋าให้ฟังด้วย’ สักพักหนึ่ง ข้าพเจ้าโทรศัพท์กลับไปอีกครั้ง ปรากฏว่า ผู้ช่วยพยาบาลคนดังกล่าวไม่ได้ไปดูตามที่ขอร้อง แต่..โทรศัพท์แจ้ง รปภ.ชั้นไต้ดิน ให้ไปดู.. ทาง รปภ.แจ้งว่า ‘มีกระเป๋าสีดำวางอยู่’ ข้าพเจ้าเอะใจขึ้นมาทันทีว่า ‘การสื่อสารของผู้ถ่ายทอด มักผิดพลาดไม่มากก็น้อย’ ข้าพเจ้าจึงโทรศัพท์ไปถาม รปภ.ด้วยตนเอง ข้าพเจ้าถามเขาว่า ‘มีกระเป๋าสีดำขนาดบรรจุ ไอแพด ในรถหรือเปล่า’ เขาตอบว่า ‘เจ้าหน้าที่ห้องคลอดเพียงแต่บอกว่า เป็นกระเป๋าสีดำ ไม่ได้บอกลักษณะอะไรเลย แต่..ที่คุณหมอบอกนั้น..ไม่มี.. เดี๋ยวผมจะลงไปดูให้อีกที จะดูโดยละเอียด’ เมื่อข้าพเจ้าโทรศัพท์กลับไปถามอีกครั้ง ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่มี แต่พบกระเป๋าเล็กๆขนาดเท่าไอแพด อยู่ที่เบาะหลังคนขับ เขียนว่า Carry on ข้าพเจาคิดว่า นั่น!! คงเป็นกระเป๋าใบเก่าที่เคยใช้ใส่ไอแพดแน่.. ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยท่านนี้ ลองเดินไปที่ด้านข้างใกล้ห้อซ่อมเฟอร์นิเจอร์ และสำรวจดูบริเวณนั้น เนื่องจากตอนเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้าพเจ้าวางกระเป๋าไว้แถวนั้น เจ้าหน้าที่ รปภ.ได้เดินไปดู และพบกระเป๋าที่ข้าพเจ้ากล่าวถึง เขาโทรศัพท์กลับมาบอกข้าพเจ้าขณะเดินทางไปใกล้ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะในเครื่องไอแพดนั้น มีข้อมูลบางอย่างสำคัญ, มีสมุดบัญชีลูก และบัญชีสหกรณ์โรงพยาบาลตำรวจอีกหลายเล่ม สรุปว่า หากกระเป๋าใบนั้นหายไป ข้าพเจ้าคงยุ่งยากเสียเวลาดำเนินการอีกมากมาย กว่าจะได้สิ่งของดังกล่าวคืนมาในรูปแบบอื่น..จริงๆแล้ว เมื่อข้าพเจ้านึกขึ้นได้ ข้าพเจ้าควรจะบอกคนรถให้ย้อนกลับไปโรงพยาบาลไทยนครินทร์ ซึ่ง..คงใช้เวลา ไม่น่าจะเกิน 15 นาที ..ไม่ได้ทำให้พวกเราเสียเวลา จนเดินทางไปขึ้นเครื่องบินไม่ทัน แต่..เพราะความเกรงใจ จึงทำให้ข้าพเจ้าเกือบเสียหายอย่างใหญ่หลวง..นี่คือ ประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่มีวันลืม และจะไม่ย่อมผิดพลาดในทำนองเดียวกันนั้นอีก..

ข้าพเจ้าออกเดินทางโดยเครื่องบินบริษัทการบินไทย เที่ยวบินที่ TG130 เวลา 8.00 นาฬิกา บินไปถึงสนามบินเชียงรายราว 9.00 นาฬิกา พวกเรา คุณชาญ เจ้าหน้าที่กงสุล และข้าพเจ้า พร้อมกับคนขับรถตู้ ชื่อ คุณโก้ ออกเดินทางทันทีมุ่งสู่เรือนจำเชียงราย..

ที่เรือนจำเชียงราย พวกเราทั้งสามคนเข้าไปถึงสถานพยาบาล ประมาณ 10 นาฬิกา 30 นาที มีนักโทษไต้หวันจากแดนต่างๆมารับบริการ 10 คน ความจริง..จะต้องเป็น 11 คน แต่นักโทษคนหนึ่ง ทำผิดกฏข้อบังคับบางประการ จึงถูกจับขังเดี่ยว..ข้าพเจ้าสั่งยาให้นักโทษคนแรก ซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน อาการของเขาค่อนข้างหนัก แต่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีจากอายุรแพทย์ของโรงพยาบาลจังหวัด เขาจึงมีชีวิตรอด หากถูกทอดทิ้งละก็...คงเสียชีวิตไปนานแล้ว เพราะนักโทษคดียาเสพติดนั้น ก็เปรียบเสมือนไม่ใช่คน ยามที่ต้องโทษทัณฑ์เช่นนี้ แต่..นั่นก็เพราะกรรมที่พวกเขาได้ก่อ ยาเสพติดเหล่านั้น ได้ไปทำลายผู้คนจำนวนมากมาย ทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด กลายเป็นสัตว์นรกตัวหนึ่ง ซึ่งต้องเที่ยวกระทำความผิด เพื่อหาเงินมาซื้อยาเสพติด นี่แหละกฏแห่งกรรม

ยังโชคดี ที่บ้านเรากำหนดโทษของผู้ต้องหาค้ายาเสพติดไว้รุนแรงมาก ผู้มีความผิด จะติดคุกนานเป็นสิบๆปี ส่วนใหญ่มักจะเกิน 20 ปีขึ้นไป เพราะฉะนั้น ใครเผลอไปค้ายาเสพเสพติดละก็ ไม่ต้องคิดถึงโทษทัณฑ์เลย ฆ่าตัวตายเสียยังดีกว่า เพราะว่า โอกาสจะรอดออกมาเป็นอิสระนั้น ยากมากๆ.. กว่าจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ก็ต้องติดคุกนานกว่า 15 ปี และได้รับพระราชทานอภัยโทษ ก็เพียง 1 ใน 8 หรือ สูงสุด เพียง 1 ใน 4 เท่านั้น...ไม่เหมือนกับพวกนักโทษฆ่าคนตาย ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษมากกว่านี้

ข้าพเจ้าตรวจและสั่งยาให้กับนักโทษเหล่านี้ ถึงเวลาเที่ยง ก็เสร็จภารกิจ..จากนั้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเดินทางขึ้นไปบนภูเขาสูง เพื่อนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ.. อากาศข้างบนนั้นหนาวเหน็บมาก แต่ก็อบอุ่นในดวงใจ กล่าวกันว่า งคนไม่มีบุญ จะไม่สามารถขึ้นไปนมัสการพระธาตุได้ เพราะพระธาตุอยู่บนดอยสูง ทางขึ้นเขาค่อนข้างลาดชั้น ถนนลื่นและแคบ มีรถมากมายที่วิ่งขึ้นมาจนใกล้จะถึงพระธาตุดอยสุเทพ แต่..ต้องย้อนกลับ เพราะล้อรถหมุนแบบฟรี..ตอนไต่ทางลาดชัน.. ข้าพเจ้าบินขึ้นมาตรวจนักโทษไต้หวันที่จังหวัดเชียงราย กว่า 10 ปี ยังไม่เคยขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพเลย มาคราวนี้ คุณชาญบอกว่า มีการทำถนนทางขึ้นค่อนข้างดี โดยมีการขยายเปิดไหล่ทาง หมายความว่า มีการทำถนนหนทางให้กว้างมากขึ้น และทำรั้วขอบถนนด้านนอก เพื่อกันรถตกเขา การเดินทางขึ้นดอยคราวนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ..ที่เรียกว่า ราบรื่นนั้น ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะขึ้นไปได้เหมือนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเดินทางขึ้นมาครั้งนี้เป็นวันธรรมดา ไม่ใช่วันหยุด จึงมีคนขับรถขึ้นไปชมพระธาตุจำนวนน้อย.. หากเป็นวันเสาร์อาทิตย์ การขับรถจะยุ่งยากกว่านี้ เพราะมีรถยนต์จำนวนมากพากันขึ้นมา การสับหลีกระหว่างรถเป็นเรื่องที่ยากมาก.. บางที..จำเป็นต้องมีคนคอยให้สัญญาณ เพื่อให้รถขึ้นหรือลงได้โดยไม่เบียดชนกัน มิฉะนั้น ก็อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้น

ข้างบนวัดพระธาตุดอยสุเทพ มีลานกว้างราวครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล ด้านข้างหน้ามีพระพุทธรูปหลายองค์ใหญ่ๆ เรียงรายหันหน้าเข้าหาพระธาตุ.. เท่าที่จำได้ มีพระสังฆกระจาย และพระพุทธเจ้ารูปลักษณ์ต่างๆ ..ส่วนของพระธาตุ มีเจดีย์ขนาดกระทัดรัด 2 องค์ครอบอยู่ รูปลักษณ์เป็นสีทอง ข้าพเจ้าได้กระทำการสักการะโดยเดินเวียนขวา 3 รอบ และได้ทำบุญตามกำลังศรัทธา ในใจตอนนั้น รู้สึกอิ่มเอิบเป็นอย่างยิ่ง เสมือนอิ่มทิพย์อย่างนั้น  อากาศที่นั่น หนาวเย็นแบบสะท้าน... ทันทีที่ลงรถตู้ ข้าพเจ้ารีบใส่เสื้อหนาวที่เตรียมไป พร้อมกับสวมหมวกผ้าที่ติดมากับเสื้อหนาว.. หลังจากเดินชมข้างบนอยู่สักพักใหญ่ๆ  ข้าพเจ้าก็เดินทางลงสู่พื้นราบ

การขับรถลงจากภูเขานั้น เป็นเรื่องที่เราควรเรียนรู้ไว้ เพราะหากขับรถไม่เป็น.. รถมีโอกาสพังได้ทุกเมื่อ.. คุณโก้ ซึ่งขับรถมาตลอดชีวิต เล่าให้ฟังว่า ‘เวลาขับนั้น ให้ใช้เพียงแค่เกีย 2 ก็พอ จากนั้น ก็ปล่อยรถให้มันไหลไปตามแรงโน้มถ่วง พอถึงทางตรงใกล้ถึงส่วนโค้ง ก็เบรกแบบแตะๆ ให้รถใกล้หยุด แล้วค่อยปล่อยรถไหลต่อ..สิ่งที่พึงระวัง คือ หากแตะเบรกตลอดเวลา.. จานเบรกของรถจะพัง เพราะผ้าเบรกจะถูกกัดกร่อนจนหมดอย่างรวดเร็ว ..และหากแตะเบรกตรงทางโค้ง รถจะปัด ทำให้เสียหลัก เกิดการพลิกคว่ำได้ง่าย..นี่แหละ!! เทคนิคการขับรถลงเขา..

ตอนหัวค่ำ พวกเรา ซึ่งมีภรรยาคุณชาญมาร่วมด้วย ได้ไปรับประทานอาหารที่ร้านภูแล อาหารที่นี่ นับว่า อร่อยมากทีเดียว มีผู้คนมากหน้าหลายตาจากทั่วสารทิศมารับประทาน...ที่นี่ มีการตลาดที่ดีมาก มีการโฆษณาน่าสนใจ อาทิ มีป้ายหรือสติกเกอร์ข้อความว่า ‘ผู้ว่ายังยกนิ้วให้ว่า อร่อย’ และอื่นๆ... หลังจากรับประทานอาหารมื้อหนักเสร็จ พวกเราก็แวะไปรับประทานบัวลอยทรงเครื่องที่ร้านแถวหอนาฬิกา.. ซึ่งถือว่า..เป็นอนุสาวรีย์ ยอดนิยมของชาวเชียงราย.. ที่นี่..ราวๆ 3 ทุ่ม จะมีการเปิดไฟที่หอนาฬิกา ร่วมกับเพลงบรรเลงเพราะๆให้ฟัง.... ผู้คนจำนวนมากมาย มักจะมาออกันรอบๆ และถ่ายรูป สถานที่นี้

กลางคืน.. หลังอาหารมื้อค่ำ ข้าพเจ้าได้ไปเดินใน ‘ไนท์พลาซ่า’ บรรยากาศน่ารัก เป็นกันเอง อาหารก็ไม่แพง มีการแสดงและดนตรีขับกล่อมเคล้าคลอกับบรรยากาศ ช่างผ่อนคลายยิ่งนัก ข้าพเจ้ามาจังหวัดเชียงรายหลายครั้ง ได้มาเดินเล่นที่นี่หลายครั้ง จึงไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เดินสักพักหนึ่ง ก็กลับไปยังที่พัก คือ โรงแรมวังทอง

ตอนเช้า หลังอาหาร พวกเราก็ออกเดินทางจากโรงแรมวังทอง เมืองเชียงราย มุ่งหน้าสู่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่..ทำไมหรือ? ก็เพราะ ที่นั่น เป็นสถานที่ตั่งของเรือนจำเชียงใหม่ ที่นั่น มีนักโทษไต้หวันอยู่ 2 คน..เรือนจำเชียงใหม่เพิ่งย้ายจากตัวเมืองมาได้เพียง 1 ขวบปี ส่วนคุกเชียงใหม่เดิม ก็ปรับเปลี่ยนเป็นฑัณทสถานหญิง.. ระหว่างทาง..พวกเราได้แวะที่น้ำพุร้อนทวีสิน เพื่อรับประทานกาแฟ และแช่เท้าด้วยน้ำแร่ ซึ่งเชื่อว่า มีส่วนช่วยสุขภาพ ข้าพเจ้าดื่มกาแฟคาปูชิโน และแช่เท้าครู่หนึ่ง ... ก็ออกเดินทางสู่อำเภอแม่แตง โดยนัดแนะกับเจ้าหน้าที่ว่า จะไปตรวจนักโทษไต้หวันประมาณบ่ายโมง ของวันที่ 18 ธันวาคม 2556    

พอไปถึงเรือนจำเชียงใหม่.. เจ้าหน้าที่ชายคนหนึ่ง ชื่อ คุณสมศักดิ์ ซึ่ง..โทรศัพท์ติดต่อกับคุณชาญประจำ ก็ออกมาต้อนรับ พวกเราเดินทางเข้าไปในคุก 3 คนเช่นเดิม คราวนี้ เราได้รับแจ้งว่า นักโทษคนหนึ่งถูกส่งไปที่เรือนจำอื่น จึงเหลือนักโทษไต้หวันเพียงคนเดียว คนที่นำเข้าไปเป็นพยาบาลผู้ชายสูงอายุ กะว่า น่าจะเกิน 50 ปี ข้าพเจ้าสอบถามจากเขาว่า เรือนจำที่นี่มีเนื้อที่เท่าไหร่ ได้รับคำตอบว่า 30 ไร่ นับว่า ใหญ่เอาการ..

นักโทษหนุ่มคนนี้ อายุเพียง 32 ปี ตัดผมสั้น เหมือนนักโทษทั่วไป คุกใหม่แห่งนี้ มีบรรยากาศที่ดี นักโทษหนุ่มคนนี้ อยู่ในแดนโทษหนัก จึงมีนักโทษขังรวมกับเขาไม่มากนัก อยู่กันแบบหลวมๆ เขาออกกำลังกายทุกวัน โดยตั้งความหวังว่า สักวันหนึ่ง จะได้ออกจากที่คุมขังแดนนรกแห่งนี้... แม้อากาศจะหนาว แต่ก็ไม่ลดต่ำมากเท่าเมืองเชียงราย.. อากาศจัดว่า กำลังดีสำหรับคนไต้หวันทีเดียว นักโทษคนนี้กำลังอยู่ในช่วงอุทธรณ์ แต่คาดว่า น่าจะถูกตัดสิน จองจำตลอดชีวิต เพราะเป็นผู้ค้าเฮโรอินขนาด 2 กิโลกรัม ..

ข้าพเจ้าเข้ามาในเรือนจำต่างๆมากถึง 20 ปีแล้ว ก็ยังแก้ข้อข้องใจไม่ได้ว่า ‘ทำไม คนเหล่านั้นถึงเสี่ยงค้ายาเสพติดชนิดร้ายแรงเช่นนี้’ คุณชาญไขข้อข้องใจข้าพเจ้าได้เปราะหนึ่งว่า ‘ส่วนใหญ่คนเหล่านี้ มักกระทำการสำเร็จในการค้ายาเสพติดครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง จากนั้นก็ย่ามใจ กระทำเรื่อยไป สุดท้าย จึงต้องติดคุกด้วยผลแห่งกรรม ที่ทำแล้วไม่ยอมหยุด...ประเภท รวยแล้วไม่ยอมเลิกชั่ว อย่างนั้นแหละ...’ หนุ่มน้อยรายนี้มีการมองโลกที่ดี เขาก็จะมีชีวิตอยู่ในคุกค่อนข้างดีหน่อย แม้จะไม่สบาย แต่หากเขามองโลกในแง่ร้าย เขาจะมีทุกข์ทุกคืนวัน และจบชีวิตลงในคุกอย่างแน่นอน...

ความหลงผิดของมนุษย์ในโลกนั้น ก็เพราะคิดว่า คนอื่นรู้ไม่เท่าทัน... คนเราอาจหลอกลวงคนอื่นและหลบหลีกหนีเร้นได้บ้างบางครั้ง แต่..ก็ต้องมีสักครั้งหนึ่ง ที่ไม่สามารถหนีรอดจากบ่วงกรรม และต้องติดคุกอย่างยาวนาน เหมือนกับนักโทษไต้หวันที่กล่าวมา ..นี่..จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้คนทั้งหลายพึงสังวรไว้ว่า ต้องหมั่นทำความดี ที่สำคัญคือ ต้องฝึกฝนหาวิชาไว้เลี้ยงชีพ ฝึกปรือจนเหนือกว่าผู้อื่น อย่างน้อย ก็นิดหนึ่ง และ ไอ้ ‘นิดหนึ่งนั้น’ หมายความว่า เราต้องฝึกหัดพัฒนาซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเชี่ยวชาญ ทำงานสำเร็จได้ดั่งใจหมาย.. ประกอบเป็นอาชีพที่คนเชื่อถือ.. ว่าจ้างเราทำงานให้.. เมื่อเราเป็นผู้เชี่ยวชาญจนเป็นที่เชื่อถือ และมีอาชีพมั่นคงแล้ว... เราจะไปทำชั่วค้ายาเสพติดทำไม...เพราะยาเสพติด ทำให้ชีวิตผู้เสพ ไม่ใช่คนอีกต่อไป ส่วนผู้ค้า แน่นอน สุดท้าย ก็ต้องได้รับกรรม จองจำในคุกตราบนานเท่านาน ซึ่ง..ก็เป็นสิ่งที่สมควร...

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

พ.ต.อ. นพ. เสรี  ธีรพงษ์  ผู้เขียน