เพชรพญานาค

เพชรพญานาค

ที่ตรงหน้าข้าพเจ้า ขณะนี้ มีก้อนหินอยู่ 2 ก้อน ลักษณะทั่วไป ก็คือ ก้อนหินสีน้ำตาล ผิวขรุขระ มีฝุ่นจับโดยรอบ ขนาดประมาณ กำมือโอบ และมีตัวอักษร ‘พ’ อยู่บนก้อนหินทั้งสองก้อนด้วย... เชื่อหรือไม่ว่า ภายในก้อนหินทั้งสองนั้น มี ‘เพชรพญานาค’

เมื่อราว 1 เดือนก่อน น้องสาวอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านหนึ่ง ได้นำก้อนหินดังกล่าวจากนครพนม มาฝากเนื่องจากข้าพเจ้าดูแลรักษาท่านเกี่ยวกับภาวะวัยทอง ท่านนำมาให้ถึง 3 ก้อน ข้าพเจ้าได้มอบให้พยาบาลที่อยู่ร่วมดูแลท่านในวันนั้นด้วยไป 1 ก้อน

ระหว่างพูดคุย ท่านหยิบอัญมณี ‘เพชรพญานาค’ จำนวนมากมาย ที่กระเทาะนำออกมาจากหินก้อนอื่นให้ดู ลักษณะทั่วไป ก็เหมือนผลึกแก้วกลมหลากสี   มีขนาดตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 – 3 เซนติเมตร สวยงามมาก

สำหรับ ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอเก็บไว้ในรูปร่างเป็นก้อนหินอย่างนั้นแหละ ไม่อยากกระเทาะเอาอัญมณีออกมา ทั้งนี้ ก็เพื่อเอาไว้สักการะ บนแท่นบูชาพระพุทธรูป  สิ่งมงคลนี้ คงต้องอยู่ที่ความเชื่อมั่นศรัทธา เหมือนที่ ข้าพเจ้าเชื่อถือ ในเรื่องของ ‘ทาน’ ว่าเป็นประตูสู่ทุกสิ่งที่ดีงาม แต่..หากเราไม่นับถือ... สิ่งมงคลใดๆ ก็เสมือนสิ่งไร้ค่า อะไรสักอย่างหนึ่ง

ข้าพเจ้ามีนิสัยชอบทำ ‘ทาน’ และทำในทุกรูปแบบ ไม่ว่า จะเป็นการทำบุญตักบาตรตอนเช้า การปล่อยนก ปล่อยเต่า ปล่อยปลา หรือ การช่วยเหลือรักษาคนไข้ในมืออย่างเต็มที่ (เพราะถือว่า เคยมีวาสนาช่วยเหลือกันมาในอดีตชาติ)

ไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์อกสั่น ขวัญแขวนสำหรับข้าพเจ้าหลายเรื่อง แต่ทุกเรื่อง ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี... นี่..ก็น่าจะเป็นผลแห่ง’ทาน’

เย็นวันหนึ่ง ก่อนเดินทางไปอินเดีย (7- 10 มีนาคม 53) วันนั้นเป็นวันจันทร์ ตอนช่วงเวลาราว 17 นาฬิกา ได้มีสตรีชาวโมรอคโค อายุ 32 ปี มาโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ด้วยเรื่องน้ำเดิน คนไข้ชื่อ คุณฮายัด ตั้งครรภ์แรก เธอเคยฝากครรภ์ที่ประเทศโมรอคโคมาก่อน ขณะนี้ เธอมีอายุครรภ์ ประมาณ 37 สัปดาห์ แพทย์เวรห้องฉุกเฉินได้โทรศัพท์มาปรึกษาข้าพเจ้าและขอให้รีบไปดูคนไข้โดยด่วน  

คุณฮายัด เริ่มฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้เมื่อเธออายุครรภ์ได้ 33 สัปดาห์ และมารับการตรวจครรภ์อีก 2 ครั้ง ตอนอายุครรภ์ 35 และ 36 สัปดาห์เศษ ผลเลือดต่างๆปรกติ ข้าพเจ้าไม่เห็นใบฝากครรภ์จากประเทศโมรอคโค จึงสันนิษฐานตามที่คุณหมอสูติผู้ดูแลว่า อายุครรภ์คงเป็นไปตามนั้น อายุครรภ์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของคนท้องทุกคน เพราะเป็นส่วนในการตัดสินใจให้คลอด หรือยับยั้งการคลอดไว้ก่อน

เมื่อแรกเห็นคุณฮายัด ข้าพเจ้าคิดว่า เธอและบุตรน่าจะสบายดี เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมา เธอรู้สึกเด็กดิ้นดีตลอด จากการซักประวัติ สามีเธอซึ่งพอพูดภาษาไทยได้ เล่าว่า เธอมีน้ำเดินตอนเวลาประมาณ 15:00 นาฬิกา น้ำคร่ำไหลออกมาจากช่องคลอดเรื่อยๆ และเริ่มออกน้อยลงตอนที่ข้าพเจ้าเดินทางไปถึง

ข้าพเจ้าขอตรวจภายในและอัลตราซาวนด์คนไข้ในเบื้องต้น เพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งพบว่า ทารกน้อยมีขนาดและน้ำหนัก ใกล้เคียงกับอายุครรภ์ตามระบุในใบฝากครรภ์ (โดยอาศัยวัดเปรียบเทียบกับส่วนต่างๆของร่างกายทารกและคำนวณจากเครื่องอัลตราซาวนด์) ตอนนั้น ข้าพเจ้าเองยังไม่วางใจนัก จึงได้ลองประเมินโดยคลำตัวเด็กทางหน้าท้องของคนไข้ ก็คะเนน้ำหนักทารกว่า น่าจะหนักประมาณ 2,500 กรัม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ทารกน้อยก็น่าจะรอดเมื่อคลอดออกมาสู่โลกภายนอก

ขณะที่กำลังเขียนผลตรวจอัลตราซาวนด์บนโต๊ะที่หน้าห้องตรวจเอกซเรย์ สามีคนไข้ได้เดินเข้ามาหาข้าพเจ้าและถามว่า “คุณหมอคิดว่า จะทำยังไงดี?”  ข้าพเจ้าตอบว่า “เท่าที่ประเมินจากอัลตราซาวนด์ ลูกคุณมีขนาดตัวโตพอสมควร หากต้องการจะรอถึงพรุ่งนี้เช้า ก็สามารถทำได้ แต่จะเสี่ยงต่อชีวิตตัวทารก ในกรณีที่น้ำคร่ำไหลออกมามาก ทำให้ตัวเด็กเบียด กดทับสายสะดือ จนลูกคุณขาดก๊าซออกซิเจน และเสียชีวิตในที่สุด วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุด คือ ผ่าตัดคลอดตอนนี้เลย”

สามีคุณฮายัด ซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา และไว้ผมยาว พูดด้วยท่าทางที่ขึ่งขังว่า “คุณหมอต้องรับผิดชอบกับลูกของผมนะ!!!” เจ้าหน้าที่พยาบาลและห้องเอกซเรย์ รวมทั้งข้าพเจ้าพากันตกใจกับถ้อยคำนี้

ข้าพเจ้าตั้งสติได้ก่อน ก็พูดโต้ตอบออกไปว่า “ผมจะทำให้ดีที่สุด”

สามีคุณฮายัดเอื้อมมือมาจับบ่าข้าพเจ้า พร้อมกับพูดว่า “ผมเชื่อใจและมั่นใจในตัวหมอ หมอจะผ่าตัดคลอด ก็ทำได้เลย”

ตอนนั้น ความมั่นใจของข้าพเจ้ารู้สึกว่า ลดน้อยถอยลงไปมาก เพราะคำพูดข้างต้นของสามีคนไข้ แต่ก็แข็งใจสั่งการกับพยาบาลว่า ‘คนไข้รายนี้...ผ่าตัดคลอดเลยนะ ช่วยตามคุณหมอดมยาและหมอเด็กด้วย’

ที่ห้องผ่าตัด สามีคุณฮายัดได้ขอเข้ามาดูการผ่าตัดคลอดด้วย ข้าพเจ้าจะห้ามปรามยังไง เขาก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง  คุณหมอดมยามาถึงห้องผ่าตัดอย่างรวดเร็วและรีบใส่ยาดมสลบเข้าไปในไขสันหลังของคนไข้ คุณฮายัดนอนนิ่งอยู่บนเตียงผ่าตัดอยู่นาน แต่การผ่าตัดก็ไม่มีทีท่าจะเริ่มต้น ทั้งนี้เพราะไม่มีกุมารแพทย์มารับเด็ก ทางโรงพยาบาลพยายามติดต่อกับกุมารแพทย์หลายท่าน ก็ไม่มีใครยินยอมมา เวลาผ่านไปประมาณ 40 นาที ข้าพเจ้าตัดสินใจโทรศัพท์ไปที่ห้องคลอดโรงพยาบาลตำรวจ ถามพยาบาลว่า ‘คุณหมอเด็กอยู่เวรคืนนี้ชื่ออะไร’ พยาบาลห้องคลอดตอบว่า ‘คุณหมอวีนัส’ ข้าพเจ้าขอเบอร์โทรศัพท์มือถือคุณหมอ และรีบโทรไป พลางขอร้องว่า “คุณหมอครับ พี่เองนะ พี่อยากจะรบกวนให้เธอมาที่โรงพยาบาล (ขอสงวนนาม)... ชั้น 3 ห้องผ่าตัด ช่วยมารับเด็กหน่อย เออ!! พอดี ที่นี่ไม่มีหมอเด็กอยู่เวรประจำการ และก็หาไม่ทันแล้ว รบกวนช่วยพี่หน่อยนะ” คุณหมอวีนัสรับปากว่าจะมารับเด็กให้

หากเป็นสมัยก่อน ข้าพเจ้าจะไม่กลัวปัญหาเช่นนี้เลย เพราะพยาบาลห้องคลอดสามารถรับเด็กและช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ แต่เวลาสมัยเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้ ความผิดพลาด คือ การดับวูบของอนาคตแพทย์ การจะอ้างว่า ‘คุณหมอเด็กติดธุระ’ ย่อมไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีในศาล.. ยิ่งเป็นกรณีชาวต่างชาติ  ยิ่งอาจเป็นปัญหาใหญ่โตขึ้นไปอีก

“คุณหมอครับ เวลาที่ดมยาสลบผ่านทางไขสันหลังล่วงไป 1 ชั่วโมงแล้ว หากคุณหมอไม่ลงมีด ยาสลบอาจจะไม่สามารยับยั้งอาการเจ็บปวดจากการผ่าตัดได้ ผมว่า คุณหมอรีบผ่าตัดก่อนจะดีกว่า มิฉะนั้น คงต้องใส่ท่อช่วยหายใจคนไข้ เพื่อดมยาต่อ” วิสัญญีแพทย์ผุดลุกผุดนั่งและรีบเดินมาขอร้องข้าพเจ้า เพื่อให้รีบลงมือผ่าตัดด่วน สามีคนไข้บ่นเป็นภาษาโมร็อคโค ข้าพเจ้าเอง ก็ได้แต่ปลอบใจเขาว่า ‘กุมารแพทย์คงมาช้าหน่อย เพราะรถติด’

สักครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินการสนทนาระหว่างข้าพเจ้ากับวิสัญญีแพทย์ สามีคนไข้ก็พูดออกมาว่า “ผมจะรับเด็กเอง ลูกของผม ผมรับคลอดเองได้ และคิดว่า คงไม่เป็นไร” ข้าพเจ้าตกใจกับคำพูดนี้มาก แต่เวลาไม่รอท่าแล้ว หากใส่ท่อช่วยหายใจให้กับคุณฮายัด คงต้องเกิดความยุ่งยากภายหลังอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าพยายามโทรศัพท์ติดต่อคุณหมอเด็ก หลายครั้ง ก็ไม่สามารถติดต่อได้ อนาคตข้าพจ้าขึ้นอยู่กับการตัดสินใจครั้งนี้ ข้าพเจ้าบอกกับทีมงานว่า “ลงมือผ่าตัดเดี๋ยวนี้เลย หากเด็กคลอดออกมา แล้วหายใจไม่ดี ขอรบกวนคุณหมอดมยาช่วยใส่ท่อหายใจให้ด้วย ” ซึ่งคุณหมอก็รับปาก

ไม่รอช้า!! ข้าพเจ้าลงมีกรีดบนผนังหน้าท้องตามรอยตะเข็บกางเกงใน ก่อนลงมีด ข้าพเจ้าท่องคาถาส่วนตัวเพื่อขอสิ่งศักดิ์สิทธิช่วยเหลือ สามีคนไข้ยืนอยู่บนหัวเตียงผ่าตัดก็สวดมนต์ขอพรจากพระเจ้าให้คลุ้มครองปกป้องลูกเช่นกัน เมื่อลงมีดถึงถุงน้ำคร่ำ ข้าพเจ้าคิดว่า น้ำคร่ำยังมีมากอยู่ ทารกน่าจะปลอดภัย ใม่มีปัญหา พอทำคลอดทารกน้อย ทารกร้องเสียงดังและหายใจดี ทารกเป็นเพศหญิง น้ำหนักแรกคลอด 2,430 กรัม คะแนนศักยภาพแรกเกิด 9 และ 10 (จากคะแนนเต็ม 10) ตามลำดับ

ข้าพเจ้ารีบส่งเด็กให้กับพยาบาล เพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น จากนั้น ก็มีการลำเลียงเด็กส่งต่อไปที่ห้องเด็ก เพื่อให้อยู่ในตู้อบ รักษาอุณหภูมิร่างกาย เมื่อคลอดเด็กได้ 15 นาที กุมารแพทย์ก็มาถึง และขอโทษที่มาล่าช้า นอกจากนั้น เผอิญ แบตเตอรี่มือถือหมดด้วย จึงติดต่อกันไม่ได้ ข้าพเจ้าเย็บมดลูกเสร็จพอดี จึงรีบพาเธอไปดูทารกน้อย ลูกคุณฮายัด ปรากฏว่า  เด็กเริ่มหายใจไว และกลั้นหายใจเป็นระยะ โชคดีที่คืนนั้นมีหมอเด็กอยู่ด้วย คุณหมอได้อยู่ดูแลเด็กจนดึกดื่น สักพักหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ขอตัวกลับก่อน เพราะเสร็จภารกิจแล้ว

นี่คือ ความโชคดีครั้งหนึ่งของข้าพเจ้า ถัดจากนั้นมาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็ได้ผ่าตัดคนท้องที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษแบบรุนแรงอีกรายที่โรงพยาบาลตำรวจ คนไข้และลูกปลอดภัยดี นอกจากนั้น ตอนขากลับจากประเทศอินเดีย ข้าพเจ้าต้องออกเดินทางประมาณ 5 ทุ่ม เพื่อให้ถึงสนามบินในตอนเช้า เป็นการประหยัดเวลาการเดินทางจาก 8 ชั่วโมง เหลือเพียง 5 ชั่วโมง เพราะการจราจรที่นั่นแย่มาก

เรื่องมีอยู่ว่า ข้าพเจ้าต้องเดินทางโดยรถยนต์จากโรงเรียนกาซิกา ที่เมืองดาราดูน ซึ่งอยู่บนภูเขา ไปที่สนามบินนิวเดลลีตอนกลางคืน คุณครูท่านหนึ่งได้ขับรถส่วนตัวพาข้าพเจ้าไปส่งยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนคนขับรถ คนขับรถที่ขับต่อจากคุรครูได้ขับพาข้าพเจ้าเดินทางไปอีกราว 20 กิโลเมตร ก็ลงจากรถ และหายไปในความมืด ข้าพเจ้ารีบใส่รองเท้าและลงจากรถ มายืนข้างทาง โดยไม่ทราบว่า คืนนั้น ข้าพเจ้าจะมีชีวิตรอดกลับสู่ประเทศไทยหรือไม่

ราว 10 นาที ก็มีคนอินเดียอีกคนเดินออกมาจากความมืดและขึ้นมานั่งตรงคนขับ ข้าพเจ้าพยายามพูดภาษาอังกฤษกับเขา แต่ก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องสักเท่าไหร่ เอาเป็นว่า นี่คือ คนขับรถตัวจริง สุดท้าย เขาก็ได้พาข้าพเจ้าไปถึงสนามบินตอนราว 5 นาฬิกาของเช้าวันใหม่  โชคดีจริงๆ!!!

ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า ข้าพเจ้าจะไม่โชคร้ายหรือเสียชีวิตไปก่อนเวลาอันควร เพราะได้ประกอบกรรมดีมาตลอด แต่....นั่นแหละ!!!! ทุกสิ่งย่อมไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับโชควาสนาและความเชื่อถือศรัทธา ดุจดังเรื่องราวของ’เพชรพญานาค’ ที่บัดนี้ ก็ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า มีจริงหรือไม่..

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&   

พ.ต.อ. นพ.เสรี  ธีรพงษื  ผู้เขียน