คาราโอเกะข้างถนน

                         คาราโอเกะข้างถนน



          ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเขียนเล่าเหตุการณ์อยู่นี้  เป็นเวลา 3 นาฬิกา ของเช้าวันใหม่ท้องฟ้ามืดมิดก็จริง แต่ไร้เมฆหมอก ทำให้มองเห็นแสงดาวส่องระยิบระยับอยู่ทั่ว  ใครจะไปนึกว่า  ร้านขายข้าวต้มกุ๊ยข้างถนน ย่านพัฒนาการ จะมี ตู้เพลงคาราโอเกะ ที่จัดว่าดีอย่างนี้


       ภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีโต๊ะตั้งบริการอยู่ 5 - 6 ตัว ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเข้ามา มีผู้มาใช้บริการอยู่ก่อนแล้ว 3 โต๊ะ     แต่ละโต๊ะมีแขกนั่งล้อมวงอยู่โต๊ะละ 3 - 4 คน ทุกคนกำลังสนุกสนานกับการดื่มเหล้าและร้องเพลง  ข้าพเจ้าผู้ซึ่งเข้ามาใหม่น่าที่จะสั่งเหล้ามาดื่ม เพื่อดับความกลัดกลุ้ม แต่กลับสั่งเพียง ข้าวต้มกุ๊ย 1 ถ้วย และ กับข้าวอีก 2 - 3 อย่าง  พลางนั่ง ทอดอารมณ์อย่างเงียบ ๆ อยู่คนเดียว นึกทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาหยก ๆ


          ใช่แล้ว ข้าพเจ้าเพิ่งเสร็จสิ้นจากการทำคลอดที่น่าตื่นเต้นระทึกใจ  จึงใคร่อยากหาสถานที่สำราญสักแห่งหนึ่ง เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ที่เครียดและปลอบขวัญจิตใจในเหตุการณ์ที่น่าหวาดเสียวเมื่อสักครู่


          ตอนหัวค่ำ.....มีคนไข้สตรีรายหนึ่งตั้งครรภ์ครบกำหนด  เจ็บครรภ์มาโรงพยาบาล ข้าพเจ้าตรวจภายใน พบว่า ปากมดลูกเปิดถึง 4 เซนติเมตรแล้ว   เมื่อเทียบกับขนาดของทารก คนไข้น่าจะคลอดได้ภายในคืนนี้โดยไม่มีปัญหา     เนื่องจากคุณแม่มีรูปร่างใหญ่ สูงประมาณ 170 เซนติเมตร ส่วนลูกมีขนาดไม่ใหญ่นัก คาดว่า น้ำหนักน่าจะอยู่ในราว 3 กิโลกรัม


          2 ทุ่มเศษ ๆ ข้าพเจ้าได้ทำการเจาะถุงน้ำคร่ำ   และให้ยาช่วยเร่งคลอดนิดหน่อยกระบวนการคลอดดำเนินไปเป็นอย่างดี ไม่มีเหตุการณ์อะไรมาสะดุด   ประมาณ 1 นาฬิกา ของเช้าวันใหม่ ปากมดลูกเปิดหมด ข้าพเจ้าตรวจภายในซ้ำ รู้สึกว่า ตำแหน่งศีรษะเด็กซึ่งเป็นส่วนนำอยู่สูงไปหน่อย เมื่อลองปล่อยให้คนไข้เบ่งคลอดเองสักพักหนึ่ง  ปรากฏว่า ส่วนนำไม่เคลื่อนต่ำลงมาเลย  การช่วยคลอดขณะนี้มีอยู่ทางเดียว คือ ใช้เครื่องดูด (VACUUM EXTRACTION) ช่วยดึงศีรษะเด็ก


         ข้าพเจ้าตรวจภายในก่อนใช้เครื่องดูด พบว่า เด็กอยู่ในท่านอนหงาย  การดึงคลอด จึงไม่น่าจะง่ายเหมือนท่าปรกติ เมื่อใส่หัวดูดเกาะบนผนังศีรษะเด็กได้พอเหมาะแล้ว ได้ลดความดัน อากาศลงเพื่อให้เกิดสูญญากาศและดูดหนังศีรษะทารกเข้าไปอยู่ในหัวดูด  ใช้เวลาลดความดันอากาศประมาณ 8 นาที แล้วลองขยับดึง ปรากฏว่า  ศีรษะเด็กเขยื่อนลงตามมา                               




          ข้าพเจ้าไม่รอช้า ออกแรงดึงศีรษะเด็กในขณะที่แม่ออกแรงเบ่งคลอดตามจังหวะการแข็งตัวของมดลูก ศีรษะเด็กเคลื่อนต่ำลงมาอย่างช้า ๆ   "ถ้าเป็นเด็กคนอื่น น่าจะคลอดไปแล้ว" ข้าพเจ้าคิด นี่เอง อาจเป็นลางบอกเหตุว่า กำลังจะมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น


          แม้ว่า จะดึงคลอดศีรษะเด็กยาก แต่ด้วยประสบการณ์ ทำให้สามารถประคับประคองคลอดศีรษะเด็กออกมาได้โดยที่หัวดูดไม่หลุดออกไปเสียก่อน


          ก่อนหน้านี้ คนไข้ได้รับยาชาโดยการฉีดผ่านทางสายท่อพลาสติกเล็ก ๆ ที่สอดใส่เข้าทางรูรอยต่อของกระดูกสันหลัง     ซึ่งไปสิ้นสุดยังช่องว่างระหว่างเยื่อหุ้มเส้นประสาทไขสันหลัง(EPIDURAL SPACE) ยาชาเหล่านี้ทำให้คนไข้ไม่ปวดบริเวณช่วงล่างตั้งแต่ระดับสะดือลงไป  แต่ยังสามารถเบ่งคลอดได้


          ความจริง คนไข้รายนี้ ควรได้รับการเติมยาชาอีกครั้งทางสายท่อพลาสติกขณะที่ปากมดลูกเปิดหมด  แต่พยาบาลผู้ช่วยหวังดี เตือนสติข้าพเจ้าว่า "อย่าไปเติมยาชาเลย จะทำให้แรงเบ่งคลอดของแม่ไม่ดี"   ข้าพเจ้าเห็นด้วย จึงปล่อยให้คนไข้ไม่ได้รับยาชาในช่วงเบ่งคลอดนี้


          ความคิดดังกล่าวข้างต้นผิดถนัด เพราะเมื่อขณะคลอดบุตรอยู่นั้น คนไข้มีอาการเกร็งช่องคลอดค่อนข้างมาก ประกอบกับศีรษะทารกค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับหัวไหล่เด็ก   ดังนั้น ศีรษะเด็กสามารถคลอดออกมาได้ แต่ไหล่เด็กคลอดไม่ได้  หรือที่เรียกกันทางการแพทย์ว่า "ติดไหล่" (SHOULDER DYSTOCIA) นั่นเอง


          ปรกติการติดไหล่จะเกิดขึ้นในคุณแม่ที่ตัวเล็ก ช่องเชิงกรานแคบและเด็กตัวใหญ่  แต่รายนี้ คุณแม่ตัวใหญ่ เด็กตัวเล็กเมื่อเทียบกับแม่


          ขณะนี้ ศีรษะทารกคลอดออกมาแล้ว ข้าพเจ้าสังเกตว่า หน้าเด็กอยู่ชิดจนดูเหมือนจะจมมิดกลับเข้าไปในช่องคลอด   เมื่อลองดึงศีรษะเด็กเพื่อทำคลอดไหล่หน้า  ปรากฏว่า ดึงยังไงยังไง ก็ไม่ลง


          ดึงครั้งที่หนึ่ง..ไม่ลง...ข้าพเจ้าอุทานทันที "ติดไหล่" พยาบาลรีบกุลีกุจอช่วยเหลือพยาบาลคนหนึ่งไหวพริบดีตะโกนว่า "ให้หนูช่วยกดบริเวณหัวเหน่าไหม" ข้าพเจ้าตอบว่า "เอาซิ" พูดไป...ข้าพเจ้าพลางดึงศีรษะเด็กเป็นครั้งที่สอง..."ไม่ลง"...   ข้าพเจ้าตะโกน "ช่วยด้วยเร็ว เร็ว ช่วยกดหัวเหน่าหน่อย"    ข้าพเจ้าลองดันพร้อมกับหมุนหัวเด็กเพื่อจะให้กลับเข้าไปในช่องคลอด แล้วค่อยไปผ่าตัดคลอดเอาเด็กออกทางหน้าท้องอีกที ตามทฤษฎีที่เรียนมา..ไม่ได้ผล..ไม่มีการขยับเคลื่อนของศีรษะเด็กตามแรงดันแม้แต่น้อย


          "ช่วยด้วย เร็ว กดหัวเหน่า" ข้าพเจ้าตะโกนซ้ำ    พยาบาลเข้าประจำที่ แล้วพูดตะโกนสวนกลับมาว่า "เอานะ หนูกดละนะ อึบ อึบ"


          ข้าพเจ้าออกแรงดึงศีรษะเด็กอย่างเต็มแรงอีกครั้ง...ไม่ออก...


          "กดอีกที" ข้าพเจ้าตะโกน พร้อมกับดึงศีรษะเด็กเป็นครั้งที่สี่ ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี โดยโน้มตัวถ่วงน้ำหนักลงอย่างเต็มที่ คราวนี้...มีการขยับเขยื่อนของหัวไหล่หน้า


          ข้าพเจ้าออกแรงดึงต่อลงมาอีก ท้องฟ้ายังปราณีทารกน้อย  ไหล่หน้าของทารกคลอดออกมาได้ ตามมาด้วยการคลอดไหล่หลังและลำตัว   พยาบาลผู้ช่วยรีบตัดสายสะดืออย่างรวดเร็ว ข้าพเจ้าอุ้มเด็กไปยังเตียงที่ทำขึ้นเฉพาะในการช่วยเหลือทารกแรกคลอด   ทำการดูดเสมหะและ ของเหลวออกจากปาก & จมูกเด็ก ช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพเด็กเบื้องต้น โดยให้ออกซิเจนและกระตุ้นการหายใจ เด็กเริ่มร้อง ร้องเสียงดังขึ้นและบ่อยขึ้น แขนขาที่อ่อนแรงและมีสีเขียว เริ่มขยับและมีสีแดงขึ้น  พยาบาลห้องคลอดรีบตามหมอเด็กมาดูอย่างรีบด่วน หมอเด็กรีบรุดมาดูทันที เมื่อตรวจดูสภาพเด็กสักครู่หนึ่ง ก็บอกกับข้าพเจ้าขณะที่กำลัง เย็บแผลช่องคลอดว่า  "เด็กดีนะครับ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร รีบส่งไปสังเกตอาการต่อที่ห้องเนอร์สเซอรี่ ก็แล้วกัน"   คนไข้,สามี และข้าพเจ้าต่างโล่งอก ถอนหายใจพร้อม ๆ กัน


          ก่อนออกจากห้องคลอดเพื่อเดินทางกลับบ้าน  ข้าพเจ้ายังโทรศัพท์ขึ้นไปสอบถามอาการของเด็กอีก พร้อมทั้งย้ำกับพยาบาลห้องทารกแรกเกิดว่า "ช่วยดูแลดี ๆ ด้วยนะครับ  เด็กคนนี้ คลอดยากและติดไหล่ ตอนคลอด   พรุ่งนี้ อย่าลืมบอกหมอเด็กด้วย"


          ข้าพเจ้ายังไม่หายกังวลกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้น จึงขับรถมองหาร้านข้าวต้มกุ๊ยข้างถนน เพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไป โดยเฉพาะพลังใจที่วูบหายไปอย่างมาก


          ข้าพเจ้านั่งรับประทานข้าวต้มกุ๊ยสักพักใหญ่ ๆ จิตใจค่อยสงบเยือกเย็น  จึงลุกขึ้นมาจับไมโครโฟน ร้องเพลงกับเขาบ้าง เวลาผ่านไปจนใกล้จะสว่าง     แม่ค้าทยอยเก็บโต๊ะเก้าอี้และทำความสะอาดสถานที่ คนที่มาหาความสำราญยามค่ำคืนนี้ยังคงร้องเพลงอยู่  คงจะรอให้เจ้าของร้านมาบอกจึงจะหยุดร้อง...


          ชีวิตคนเรา จะมีอะไรมากนักหนา  ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ น่าจะหาความสุขใส่ตัวซะบ้าง อย่ามัวแต่ทำงาน ทำงาน ทำงาน... จนลืมไปว่า "เวลาของชีวิตนั้น สั้นนัก"


                         @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


                                                 พ.ต.อ. นพ.เสรี ธีรพงษ์   ผู้เขียน