หัวใจสำคัญของการผ่าตัด



          ข้าพเจ้าเพิ่งเสร็จสิ้นจากการสอนแพทย์ฝึกหัดผ่าตัดคลอดบุตรในสตรีรายหนึ่ง ซึ่งเดิมคิดว่า ไม่น่ามีปัญหา แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นมาจนได้      โชคดี ที่ย้อนกลับไปตรวจดูแผลผ่าตัดข้างในระหว่างที่กำลังเย็บปิดช่องท้องอีกครั้ง   จึงยับยั้งเลือดที่กำลังพุ่งออกมาจากบริเวณที่ทำหมันได้ทัน  มิฉะนั้น ต้องเกิดเรื่องราวใหญ่โตตามมา อย่างแน่นอน


          วันนี้ ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ผ่าตัดคลอดบุตรคนไข้รายหนึ่ง     ซึ่งตั้งครรภ์ครบกำหนดและมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด  คือ  ท้องที่แล้วเคยผ่าตัดคลอดบุตร  (Previous Cesarean Section)


          การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น     ขณะที่กำลังเปิดแผลบริเวณส่วนล่างของมดลูก ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องราวสอนแพทย์ฝึกหัดไปด้วย ดังนี้


          "คนไข้ที่เคยผ่าตัดคลอดบุตรมาแล้ว (Previous Cesarean Section) นั้น อย่าคิดว่า ผ่าตัดง่ายนะ      หลายวันก่อน ที่โรงพยาบาลอำเภอแห่งหนึ่ง ศัลยแพทย์ได้ทำการผ่าตัดคลอดบุตร ให้กับคนไข้สตรีรายหนึ่งตามข้อบ่งชี้ข้างต้น ตอน 9.00 นาฬิกา   พอตกเย็นคนไข้ช็อคตายโดยทีมแพทย์ช่วยเหลือคนไข้ไว้ไม่ทัน ต่อมา ได้ทำการชัณสูตรศพ ซึ่งตรวจพบกองเลือดภายในช่องท้องประมาณ 2 ลิตร เธอคิดว่า เลือดเหล่านี้ออกมาจากส่วนไหนของร่างกาย ทำไมพยาบาลหรือหมอผู้ดูแล จึงวินิจฉัยได้ช้า จนเป็นสาเหตุให้คนไข้ตาย"


          ข้าพเจ้าไม่ได้รอคำตอบ มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในโพรงมดลูก    ช้อนบริเวณศีรษะทารกให้ชันขึ้นมา แล้วใช้คีมคีบศีรษะดึงออกมา พอศีรษะโผล่พ้นขอบแผลของมดลูก ก็ใช้ลูกยางแดง ดูดน้ำคร่ำในปากและจมูกจนเกลี้ยงพอสมควร จากนั้น จึงดึงคลอดไหล่และลำตัวเด็กออกมา ทารกที่คลอดเป็นเพศชาย หนัก 2680 กรัม ร้องเสียงดังและหายใจได้ดี   ข้าพเจ้าลองให้แพทย์ฝึกหัด ล้วงคลอดรก  ซึ่งแพทย์ฝึกหัดยังทำได้ไม่ดีนัก ข้าพเจ้าจึงต้องล้วงรกและสำรวจภายในโพรงมดลูกเอง  ขณะเดียวกัน ปากก็พร่ำสอนต่อไป


          "ตำแหน่งที่มีปัญหามากที่สุดของมดลูกในการผ่าตัดคลอด  คือ มุมแผลมดลูกทั้งสองมุมเวลาเย็บปิดแผลมดลูก  เราต้องแยกเย็บมุมแผลทั้ง 2 มุม ให้เรียบร้อยเสียก่อน  โดยใช้เทคนิคเงื่อนผูกรัดเส้นเลือดลักษณะเลข 8 (FIGURE OF EIGHT SUTURE TECHNIC)    อาจจะเย็บข้างละ 2 ครั้งก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะเย็บเพียงครั้งเดียว"   ข้าพเจ้าสอนพร้อมกับให้ทัศนคติของการตายในคนไข้รายดังกล่าวว่า "กรณีที่มีเลือดออกในคนไข้ที่ตาย   คาดว่า น่าจะเกิดจากเลือดออกบริเวณมุมแผลบริเวณส่วนล่างของมดลูก     ตอนที่ศึกษาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่โรงพยาบาลศิริราช เคยมีกรณีทำนองนี้ แต่เกิดขึ้นหลังจากคนไข้กลับบ้านไปแล้ว 2 อาทิตย์ โดยมีเลือดออกมาจำนวนมากจากโพรงมดลูกเข้าไปในช่องคลอด   หมอแผนกเอกซเรย์ ตรวจสอบด้วยเทคนิคพิเศษ  จนสามารถมองเห็นจุดเลือดออกบริเวณมุมแผลของมดลูกส่วนล่าง


          จากนั้น ได้ใช้สารชนิดหนึ่งฉีดไปตามสายหลอดพลาสติคเล็ก ๆ  ที่สอดเข้าเส้นเลือดจนถึงใกล้บริเวณจุดเลือดออก   สารชนิดนั้นจะไปทำหน้าที่เป็นกาวอุดรูเส้นเลือด ทำให้เลือดหยุดคนไข้จึงปลอดภัยโดยไม่ต้องผ่าตัด


          แต่คนไข้รายที่เสียชีวิต เกิดมีเลือดออกหลังผ่าตัดทันทีและเลือดค่อย ๆ ออก ขณะนั้นคนไข้ยังอยู่ในสภาพสะลึมสะลือและปวดแผลผ่าตัด  ทำให้หมอและพยาบาลผู้ดูแลวินิจฉัยได้ช้า  พอวินิจฉัยได้ คนไข้อยู่ในสภาพแย่แล้ว จึงช่วยเหลือไม่ทัน  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งการดูแลไม่เข้มงวดเหมือนโรงพยาบาลใหญ่ ๆ  นอกจากนั้น การที่ศัลยแพทย์มาทำการผ่าตัดคลอดบุตร บางที อาจมองข้ามปัญหาทางสูติกรรมบางอย่างไป     อย่างไรก็ตาม เราต้องถือเป็นบทเรียนเตือนใจให้ระมัดระวังอย่าประมาทในการผ่าตัดทุกครั้ง   อย่าได้ไปตำหนิ แพทย์ผู้นั้นเลย เพราะอาจมีปัญหาอื่น ๆ อีกที่เราไม่ทราบ"


          ข้าพเจ้าเย็บแผลบริเวณมดลูกส่วนล่าง 2 ชั้น   จากการดูลักษณะของแผลที่เย็บแล้วคิดว่าไม่น่ามีปัญหา แต่ข้าพเจ้ายังย้ำกับแพทย์ฝึกหัดว่า "คนไข้ที่เคยผ่าตัดคลอดบุตรมาก่อน บริเวณมดลูกส่วนล่างมักจะบางและไม่มีเลือดออกมากเวลาผ่าตัด   แต่เพราะดูเหมือนง่ายและไม่มีเลือดออกมาก ทำให้หมอบางคนประมาท รีบเย็บปิดช่องท้องโดยไม่ตรวจเช็คให้ดีเสียก่อน     สุดท้าย ต้องมาผ่าตัดเปิดหน้าท้องและตัดมดลูกทิ้งอีกที เพราะฉะนั้น เสียเวลาตรวจเช็คบาดแผลที่เย็บเสียหน่อย โดยเฉพาะตรงบริเวณมุมแผล เราก็จะกลับบ้านนอนหลับสบาย  ไม่ต้องมาคอยกังวล"


          หลังจากนั้น ข้าพเจ้าได้ทำหมันให้กับคนไข้   โดยการผูกและตัดท่อนำไข่บริเวณส่วนกลาง (AMPULAR PART)   ในระหว่างที่ทำหมัน     ข้าพเจ้ายังได้สอนแพทย์ฝึกหัดต่อไปอีกว่า  "การทำหมันบริเวณท่อนำไข่นั้น อย่าได้ประมาทเชียว  ระดับอาจารย์แพทย์มหาวิทยาลัยฯ ยังเคยผิดพลาดมาแล้ว โดยปมเชือกที่ผูกท่อนำไข่เกิดหลุดขณะที่คนไข้อยู่ในห้องพักฟื้น     ทำให้ความดันโลหิตของคนไข้ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนเข้าสู่ภาวะช็อค   อาจารย์แพทย์ท่านนั้นต้องรีบนำคนไข้เข้าห้องผ่าตัดอีกครั้ง เพื่อเข้าไปผูกรัดเส้นเลือดของท่อนำไข่ซึ่งปมเชือกเลื่อนหลุด  นี่จึงเป็นสาเหตุให้เราต้องผูกรัดท่อนำไข่ 2 ชั้น เพื่อกันผิดพลาด" 




          ข้าพเจ้าผูกรัดท่อนำไข่บริเวณที่ทำหมัน 2 ชั้น    และตัดบางส่วนของท่อนำไข่ทิ้งไปจากนั้น  จึงเช็ดเลือดที่ตกค้างในช่องท้อง  ก่อนจะเย็บปิดผนังช่องท้อง ข้าพเจ้ายังคงพูดย้ำเตือน พร้อมกับพลิกไปดูตำแหน่งที่ทำหมันอีกที


          "เราควรตรวจเช็คตำแหน่งที่ทำหมันจนแน่ใจว่า ไม่มีเลือดออก  จึงเย็บปิดช่องท้องได้  ปมเชือกที่ทำหมันข้างซ้ายดูแล้วไม่มีเลือดออก" ข้าพเจ้าสอนไปเรื่อย ๆ    แต่พอพลิกมดลูกเพื่อดูท่อนำไข่ด้านขวา ปรากฏว่า มีเลือดออกมาจากบริเวณที่ผูกปมทำหมัน  ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจในสิ่งที่คาดไม่ถึง จึงพูดว่า


          "พูดยังไม่ทันขาดคำเลยว่า ระดับอาจารย์แพทย์ยังเคยผิดพลาด    นี่ถ้าเราไม่ย้อนกลับมาตรวจดูอีกครั้งก่อนเย็บปิดช่องท้อง    มีหวัง ต้องเจอปัญหาเช่นเดียวกับอาจารย์แพทย์ท่านนั้นอย่างแน่นอน"   ข้าพเจ้าได้เย็บผูกท่อนำไข่บริเวณนั้นอีก 2 ชั้น และตรวจเช็คดูอย่างละเอียด    เมื่อแน่ใจแล้วว่า ไม่มีจุดเลือดออกทุกบริเวณของมดลูก จึงเย็บปิดหน้าท้อง"


          การผ่าตัดร่างกายคนไข้ ไม่ว่าส่วนใดก็ตาม  แพทย์ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก แม้จะมีความชำนาญ แต่หากประมาท ก็อาจผิดพลาดเกิดเป็นโศกนาฏกรรมได้


          ข้าพเจ้าผ่านชีวิตการเป็นแพทย์มากว่า 15 ปี ผ่าตัดคนไข้มามากมาย  ยังคงได้รับรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดเพิ่มขึ้นทุกวัน เดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้าทำการผ่าตัดช้าลงกว่าสมัยก่อนมาก เพราะยอมเสียเวลาตรวจเช็คบริเวณที่ผ่าตัดซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นเวลานาน


          ข้าพเจ้าอยากสรุปว่า หัวใจของการผ่าตัด  ที่นอกเหนือจาก ความรู้ ความสามารถ แล้ว ก็คือ  "ความไม่ประมาท" นั่นเอง หมอผ่าตัดกลัว "จุดเลือดออก" มากที่สุด หากยังหยุดยั้งตำแหน่งที่เลือดออกได้ไม่ดี คงไม่มีใครกล้าเย็บปิดผนังหน้าท้อง แต่การที่หมอบางคนเย็บปิดหน้าท้องขณะที่ยังมีเลือดออกอยู่ คงเป็นเพราะไม่ยอมเสียเวลาเพียงเล็กน้อย ในการสำรวจตรวจดูแผลผ่าตัดที่เย็บไว้  หมอผ่าตัดที่ได้ชื่อว่า "หมอเทวดา"!...แน่นอน...เป็นผลมาจากการผ่าตัดที่สำเร็จเรียบร้อยดีและคนไข้รอดชีวิต  คงไม่มีใครอยากได้รับการผ่าตัดจาก ศัลยแพทย์มือดี แต่มีประวัติว่า คนไข้ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากความประมาทเลินเล่อของหมอ





                         @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


                                                   พ.ต.อ. นพ.เสรี ธีรพงษ์   ผู้เขียน