แท้งคุกคามจริงหรือ

แท้งคุกคาม( Threaten  abortion )


แท้งคุกคาม เป็นคำพูดที่คุณหมอส่วนใหญ่ชอบใช้บอกกับคนไข้ครรภ์อ่อนๆเวลามีเลือดออกทางช่องคลอด คนไข้มักเข้าใจแบบไม่รู้ความหมายและตีความไปต่างๆนานา แต่ก็พอใจกับความเข้าใจเบื้องต้นแค่นั้น  เพราะไม่เคยมีใครย้อนถามข้าพเจ้าว่า นิยามของแท้งคุกคาม คืออะไร  กินความครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน  และอันตรายหรือไม่


แท้งคุกคาม( Threaten  abortion ) ตามนิยามศัพท์ทางการแพทย์ หมายถึง การที่สตรีตั้งครรภ์มีเลือดออกทางช่องคลอดในขณะอายุครรภ์น้อยๆ ซึ่ง 1 ใน 4-5 คนจะมีเลือดออกค่อนข้างมาก ( Early pregnancy bleeding with/without pain ) สำหรับอายุครรภ์ที่ใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยจะน้อยแค่ไหน  ขึ้นอยู่กับ การตีความหมายของแต่ละประเทศ  ประเทศในแถบตะวันตก  ถือว่า เด็กที่เกิดก่อน 20 สัปดาห์ เขาเลี้ยงไม่รอด ดังนั้น ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ภายใน  20  สัปดาห์ ( แต่บ้านเราถือ  28 สัปดาห์เป็นเกณฑ์ ) คือ ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ที่มีโอกาสแท้งได้  การมีเลือดออกของสตรีตั้งครรภ์โดยไม่ทราบที่มาอย่างชัดเจนในระยะที่แท้งได้นี้ จึงเรียกว่า แท้งคุกคาม  ซึ่งทางปฏิบัติจริงๆ  ก็ไม่มีหมอคนไหนวินิจฉัยภาวะนี้ในคนไข้สตรีที่อายุครรภ์เกินกว่า 20 สัปดาห์


ภาวะแท้งคุกคาม เมื่อเวลาผ่านไป อาจแปรเปลี่ยนเป็น การแท้งบุตรออกมาจริงๆ หรือกลับเป็น การตั้งครรภ์ปกติ ก็ได้  ใครที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นแท้งคุกคาม มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์จนครบกำหนดประมาณร้อยละ 50  แต่ถ้าตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดแล้วพบ หัวใจเด็กเต้น ( Fetal heart beat ) ก็จะมีโอกาสตั้งครรภ์จนคลอดและได้ลูกกลับบ้าน( Take-Baby Home rate) ถึงร้อยละ 95 ทีเดียว เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่มีการวินิจฉัยว่า แท้งคุกคาม  คนไข้ทุกคนสมควรที่จะได้รับการตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดหรือหน้าท้องจนทราบแน่ชัดเกี่ยวกับชีวิตของทารก มิฉะนั้น อาจเกิดความผิดพลาดที่น่าเสียใจ คือ ทำลายทารกที่ปกติ


เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้มีความน่าสนใจและคงชักชวนให้ท่านคิดพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งกับภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์อ่อนๆ อนึ่งข้าพเจ้ามิได้มีเจตนาจะตำหนิแพทย์ผู้ใด เพราะความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้หากสูติแพทย์ท่านใดตรวจ    คนไข้ไม่รอบคอบพอ จนสามารถระบุอย่างแน่ชัดว่า เป็นการตั้งครรภ์ที่มีปัญหาหรือปกติธรรมดา  ตัวอย่างของการตั้งครรภ์ที่มีปัญหาคือ การตั้งครรภ์โดยไม่มีตัวเด็กหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าท้องลม ” ( Blighted ovum ) ซึ่งในที่สุด การตั้งครรภ์ชนิดนี้จะต้องลงเอยด้วยการแท้งและตกเลือดออกมาอย่างแน่นอน ดังนั้น การขูดมดลูก จึงเป็นวิธีรักษาที่ใช้เพื่อป้องกันการตกเลือดก่อนที่จะแท้งบุตรออกมาเอง ( Spontaneous  abortion )


คุณจินตนา เป็นคนไข้จากต่างจังหวัดรายแรกที่อยากจะเล่า ตอนที่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือน เธอมีเลือดออกจากช่องคลอดเพียงเล็กน้อย จึงไปขอตรวจกับหมอที่คลินิกแห่งหนึ่ง  คุณหมอได้ทำการตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้อง และพบถุงการตั้งครรภ์ที่ไม่มีตัวเด็ก ( blighted ovum ) คุณหมอท่านนั้นจึงแนะนำให้ขูดมดลูกในทันที  พร้อมกับกล่าวเตือนว่า หากไม่รีบขุดมดลูก คุณจินตนาจะมีการตกเลือดอย่างมากจากการแท้งบุตรเองและเสียเลือดโดยไม่จำเป็น  คุณจินตนา ปฏิเสธที่จะขูดมดลูกและรีบเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพราะเห็นว่า ยังไม่มีอาการอะไรที่บ่งบอกว่า อยู่ในภาวะอันตราย เช่น มีเลือดออกจากช่องคลอดมากหรือปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง ประกอบกับเคยรักษาภาวะมีบุตรยากกับข้าพเจ้า  จึงอยากจะขอความคิดเห็นเพิ่มเติมและตรวจซ้ำ


เมื่อข้าพเจ้าตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดของคุณจินตนา ก็พบ ถุงน้ำการตั้งครรภ์โตพอสมควรและเห็นเงาของทารกน้อย พร้อมกับการเต้นของหัวใจปรากฏบนจอภาพ   ข้าพเจ้าแสดงความยินดีกับคนไข้ที่ได้ลูก  คุณจินตนาและสามี บ่นทันทีและพูดจาตำหนิคุณหมอที่แนะนำให้ขูดมดลูกว่าแย่มากและอยากจะฟ้องร้องเอาเรื่องข้าพเจ้าได้บอกกับสองสามีภรรยาว่าตอนนี้ คุณก็ได้ลูกแล้ว จึงควรอโหสิกรรมให้เขาเถอะ บางทีการอโหสิกรรมครั้งนี้ อาจทำให้คุณทั้งสองประสบแต่สิ่งดีๆตลอดไป   


คำพูดของข้าพเจ้าได้ผล สองสามีภรรยาไม่ได้กลับไปต่อว่าต่อขานหรือเอาเรื่องกับคุณหมอท่านนั้นอีก  โดยคุณจินตนาได้เปลี่ยนมาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลตำรวจแทน


คงเป็นด้วยผลกรรมที่ทำดี ทำให้การตั้งครรภ์ครั้งนี้ ไม่พบกับอุปสรรคมากนัก คุณจินตนาเคยมานอนพักที่โรงพยาบาลครั้งหนึ่งด้วยเรื่องเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด แต่ยังสามารถประคับประคองการตั้งครรภ์จนอายุครรภ์ครบกำหนด  คุณจินตนาได้รับการผ่าตัดคลอดบุตรเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา บุตรเป็นทารกเพศชาย  น้ำหนักแรกคลอด 3000  กรัม  หลังคลอดไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ  


คุณเรไร เป็นคนไข้ตั้งครรภ์อีกรายหนึ่ง ที่มีเลือดออกกะปิดกะปรอยขณะตั้งครรภ์

ได้ประมาณ 8 สัปดาห์และไปหาหมอที่คลินิกต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง  หมอบอกว่าคุณเรไรแท้งบุตรแล้ว ขอให้ขูดมดลูกเลย เพื่อป้องกันการตกเลือด  ตอนแรกคุณเรไรยินยอมให้ขูดมดลูก แต่พอฉุกคิดขึ้นได้ ก็ของดการขูดมดลูกและเดินทางเข้ามากรุงเทพฯตามคำแนะนำของญาติ


เมื่อพบคนไข้ครั้งแรก ข้าพเจ้าได้ทบทวนประวัติของคุณเรไร จึงทราบว่า เธออายุ 36 ปี ตั้งครรภ์ที่ 2 ซึ่งครรภ์แรก เธอได้รับการขูดมดลูก เพราะมีเลือดออกจากช่องคลอดขณะอายุครรภ์ประมาณ 2 เดือน  ความเสียใจในครั้งนั้นทำให้คุณเรไรฉุกคิดและให้โอกาสกับตัวเองอีกครั้ง


หนูเกือบถูกขูดมดลูกไปแล้ว แต่หนูกระโดดลงจากเตียงขาหยั่งซะก่อน เพราะครั้งแรก หมอคนนี้ก็ขูดมดลูกให้หนู  ถึงบัดนี้ หนูยังจำความรู้สึกและความเจ็บปวดได้อยู่เลย  คุณเรไรพูดในตอนหนึ่ง


คงต้องตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดเพื่อยืนยันการวินิจฉัย หากเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่มีตัวเด็ก ( Blighted ovum ) ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้ และคงต้องขูดมดลูก ข้าพเจ้าบอกกับคุณเรไรและสามี


โชคดี ที่การตรวจอัลตราซาวนด์ครั้งนั้น พบเงาทารกที่มีการเต้นของหัวใจด้วย คุณเรไรจึงไม่ต้องถูกขูดมดลูก การดำเนินการตั้งครรภ์ของเธอเป็นไปตามปกติจนกระทั่งครบกำหนดคลอด ซึ่งข้าพเจ้าเลือกให้คุณเรไรคลอดโดยการผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้อง ลูกของคุณเรไรเป็นเด็กผู้ชาย  หน้าตาน่าเอ็นดู  น้ำหนักแรกคลอด  3,050 กรัม  มีปัญหาเล็กน้อย คือ ตัวเหลือง  ซึ่งได้รับการส่องไฟและเข้าตู้อบเป็นเวลา 5 วัน  ถึงบัดนี้ ลูกของคุณเรไรอายุได้ 2 ขวบแล้ว ไม่เคยมีปัญหาใดๆเกี่ยวกับสมองหรือการพัฒนาการเลย


สำหรับคนไข้รายที่  3 เป็นชาวจีน เชื้อสายมาเลเซีย ชื่อ คุณจูดี  เธอมาหาข้าพเจ้าด้วยเรื่องอยากมีบุตรเมื่อต้นปี .. 2541 โชคดีที่คุณจูดีได้รับการฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูกเพียงครั้งเดียว ( ผสมเทียม ) ก็ตั้งครรภ์   แต่ท่ามกลางความโชคดี  ความโชคร้ายได้แฝงเร้นเข้ามาด้วย  ขณะตั้งครรภ์ได้เพียง  5 สัปดาห์ คุณจูดี ตกเลือดอย่างมากและมาหาข้าพเจ้าที่โรงพยาบาล


ข้าพเจ้าได้ตรวจภายในคุณจูดี  พบว่า มีเลือดอยู่ในช่องคลอดค่อนข้างมาก แต่ปากมดลูกไม่ได้เปิดกว้างเหมือนกับการแท้งบุตรทั่วๆไป  ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงบอกกับคนไข้ว่า คงต้องยืนยันการตั้งครรภ์ด้วยการตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดและเจาะเลือดทดสอบการตั้งครรภ์ ( Serum beta  Hcg )  ผลการตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดพบ ถุงน้ำการตั้งครรภ์ (gestational sac )ในโพรงมดลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 มิลลิเมตร และผลเลือดแสดงการตั้งครรภ์ ( Serum beta  Hcg ) เท่ากับ 6,170 หน่วย ( mIU/ml )  ข้าพเจ้าคิดในใจว่า การตั้งครรภ์ครั้งนี้ต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน  หากไม่แท้งบุตรออกมาในเร็ววัน  ก็น่าจะเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่มีตัวเด็กอยู่ภายใน ( blighted  ovum )   ท้ายที่สุด คงจบลงด้วยการขูดมดลูก  อย่างไรก็ตาม  ข้าพเจ้าให้โอกาสกับคนไข้  โดยนัดให้มาเจาะเลือดทดสอบการตั้งครรภ์ซ้ำในอีก 2 วันถัดมาเพื่อติดตามดูการตั้งครรภ์ว่า จะมีการพัฒนาไปในทิศทางใด


 2 วันถัดมา คุณจูดีมาเจาะเลือดตรวจซ้ำ พบว่า ค่าของผลเลือดสูงถึง 10,236 หน่วย ( mIU/ml ) ซึ่งเป็นไปตามการตั้งครรภ์ปกติของคนไข้ท้องทั่วๆไป  ข้าพเจ้าจึงยังคงรักษาแบบคนไข้แท้งคุกคาม โดยให้กินและฉีดยากันแท้งจนถึงอายุครรภ์ 3 เดือน ในระหว่างนั้น ก็ติดตามดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดเป็นระยะๆ 


ขณะที่คุณจูดีมีอายุครรภ์ประมาณ 8  สัปดาห์  ข้าพเจ้ามองจากอัลตราซาวนด์เห็นเงาเด็กเล็ก พร้อมกับหัวใจเต้น ( Fetal heart beat )  ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมากที่เด็กยังมีชีวิตอยู่  แต่เกิดความกังวลเหมือนกับคุณจูดีและสามีที่ว่า เด็กจะมีปัญหาในอนาคตหรือเปล่า?


ความกังวลดังกล่าวหมดไป เมื่อคุณจูดีคลอดบุตรออกมาด้วยวิธีธรรมชาติโดยใช้เครื่องดูดออกทางช่องคลอด (vacuum  extraction )ในกลางเดือนพฤศจิกายน .. 2541 เพราะลูกของคุณจูดีเป็นเด็กผู้ชาย  น้ำหนักแรกคลอด 3,750 กรัม  แข็งแรงดี ไม่พบมีลักษณะความผิดปกติของร่างกายส่วนใดๆ


ตอนแรกคลอดนั้น คุณจูดีและสามี  รวมทั้งข้าพเจ้ายังคงกังวลเรื่องมันสมองของเด็กว่า อาจจะมีปัญหา  แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี คุณจูดีได้พาลูกชายมาหาเพื่อฝากครรภ์กับข้าพเจ้าเนื่องจากตั้งครรภ์ที่ 2 ซึ่งข้าพเจ้าสังเกตว่า ลูกชายคนแรกของคุณจูดีก็เหมือนกับเด็กปกติทั่วไปโดยไม่มีปัญหาใดๆเกี่ยวกับการเรียนรู้และพัฒนาการ


แท้งคุกคามเป็นภาวะที่ทำให้คนไข้ตั้งครรภ์กังวลไม่หยุดหย่อนจนกว่าจะรู้ว่า ลูกของเธอยังมีชีวิตอยู่   บางคนยังกังวลใจต่อไปจนกว่าลูกจะคลอดออกมา   ที่สำคัญ คือ หลายคนกลัวว่าทารกจะพิการ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนไข้ทุกคนก็อยากทราบความเป็นจริงว่า การตั้งครรภ์ครั้งนั้นเป็นเช่นไร ทางเดียวที่จะทราบได้ คือ ไปหาสูติแพทย์ และขอตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์   หากไม่แน่ใจในการวินิจฉัยครั้งแรก ก็ควรปรึกษาขอความเห็นจากสูติแพทย์ท่านอื่น จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า พบว่า คนไข้ส่วนใหญ่จะโชคดี  แต่..แน่นอน! ย่อมมีส่วนหนึ่งที่โชคร้าย ซึ่งมักจะเป็นในรายที่มีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย


จริงๆแล้ว สิ่งที่คุกคามจิตใจของเราอยู่เสมอ     คือ ความไม่รู้ หรือ อวิชชา


แต่มนุษย์ย่อมเหนือกว่าสัตว์อื่น ตรงที่มีปัญญาและสามารถฝึกหัดจนใช้การได้ดังใจ


  ม่านบางๆที่บังตา กลับทำให้เรามองไม่เห็นทางข้างหน้า ไม่น่าเชื่อเลยว่า


สิ่งเล็กๆน้อยๆจะมีอิทธิพลต่อความไม่รู้ของมนุษย์เรามากขนาดนั้น                                          


และความรู้เพียงน้อยนิด เราอาจต้องใช้เวลายาวนานเพื่อค้นหามัน 
                อย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกคนมีความสามารถเข้าถึงปัญญาญาณได้
 แต่ต้องยอมรับความเป็นไปในโลกนี้ว่า
ยังมีสิ่งต่างๆมากมายที่เราไม่รู้  และหาเหตุผลไม่ได้

ซึ่งมันเป็นเช่นนั้นเอง….ที่สำคัญ….อย่าได้ประมาทกับอวิชชา……….


&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&


 


 


 



 


 


 


                                





.