ฝันร้ายปลายฤดูคิมหันต์

ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเขียนเรื่องราวอยู่นี้ น่าจะเป็นช่วงที่กำลังจะผ่านพ้นฤดูร้อนและย่างเข้าสู่ฤดูฝน เนื่องจากเป็นช่วงปลายเดือนเมษายน และเริ่มมีฝนตกโปรยปรายในบางวันฤดูร้อนปีนี้อากาศร้อนอบอ้าวมากจนแทบเจียนบ้าซึ่งมีอยู่หลายช่วงหลายคราที่อุณหภูมิขึ้นสูงถึง 42 องศาเซลเซียส ผู้คนจำนวนมากต่างพากันหนีร้อนไปยังสถานที่ตากอากาศต่างๆ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและเที่ยวชมความงามของธรรมชาต

เมื่อ 2 – 3 วันก่อน ข้าพเจ้าได้ขูดมดลูกให้กับคุณวิไลรัตน์ที่โรงพยาบาลตำรวจ ด้วยปัญหาที่ค่อนข้างแปลก แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจและคนท้องทุกคนควรเรียนรู้เอาไว้ ว่าไปแล้ว เธอเป็นคนที่โชคไม่ค่อยดี และไม่ได้มีความสุขสนุกสนานเหมือนกับชาวบ้านคนอื่นๆ..จากการรื่นเริงในงานเทศกาลสงกรานต์ หรือออกไปเที่ยวพักผ่อนนอกสถานที่
“ หนูฝันร้ายทุกคืนเลยตั้งแต่คุณหมอที่โรงพยาบาลโน้นบอกว่า ลูกของหนูเสียชีวิตในครรภ์ ” เป็นคำพูดหนึ่งของคุณวิไลรัตน์ซึ่งแสดงถึงความในใจเกี่ยวกับโชคร้ายของเธอ ตอนที่พักรักษาตัว ณ หอผู้ป่วยของโรงพยาบาลตำรวจ

คุณวิไลรัตน์เคยมีฝันร้ายเช่นนี้มาครั้งหนึ่งเมื่อปลายฤดูฝนของปีที่แล้ว พอเริ่มต้นปีนี้ก็ได้รับข่าวดีว่า เธอเริ่มตั้งครรภ์อีกโดยมีระดูครั้งสุดท้ายประมาณตอนปลายเดือนพฤศจิกายน เธอได้ลองทดสอบปัสสาวะเอง ด้วยเครื่องทดสอบการตั้งครรภ์ที่ซื้อจากท้องตลาด ก็ให้ผลบวก แต่เพื่อความแน่ใจ จึงมาขอทดสอบยืนยันการตั้งครรภ์ซ้ำที่โรงพยาบาลตำรวจเมื่อต้นเดือนมกราคม ซึ่งยังคงให้ผลบวกเช่นเดิม ถ้านับจากระดูครั้งสุดท้ายมา วันนั้นเธอมีอายุครรภ์ได้ 6 สัปดาห์ แต่เนื่องจากปัญหาระดูที่มาคลาดเคลื่อนในระยะหลังๆ ทำให้ข้าพเจ้าไม่แน่ใจถึงอายุครรภ์ที่แท้จริงของเธอว่าเป็น 6 สัปดาห์จริงหรือไม่

ฝันร้ายคราวที่แล้ว เป็นผลมาจาก การที่คุณวิไลรัตน์มารับการรักษาภาวะมีบุตรยากและได้ทำ “ อิ๊กซี่ ” แล้วตั้งครรภ์สำเร็จ แต่เป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่มีตัวเด็ก ( Blighted Ovum ) และแท้งบุตรในที่สุด ข้าพเจ้าได้ขูดมดลูกให้กับเธอโดยให้ยาฆ่าเชื้ออย่างดีหลังการขูดมดลูก ซึ่งคุณวิไลรัตน์ ได้จดจำเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างแม่นยำ เพราะเป็นความผิดหวังเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต อย่างไรก็ตาม เธอไม่มีปัญหาใดๆเลยหลังจากนั้น จนกระทั่งเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นอีกในเวลาต่อมา ซึ่งก็คือ การตั้งครรภ์ครั้งนี้ นั่นเอง
วันที่คุณวิไลรัตน์มาตรวจการตั้งครรภ์ ข้าพเจ้ายังจำได้..........ในช่วงตอนกลางวัน เธอได้โทรศัพท์ล่วงหน้ามาบอกข้าพเจ้า พร้อมกับนัดหมายที่จะมาพบในตอนเย็นว่า “ หมอ..... หนูท้องแล้ว...................... ”

ข้าพเจ้าตอบเธอกลับไปว่า “ ผมดีใจมากเลยที่คุณท้อง ดีใจมากกว่าคุณวิไลรัตน์เสียอีก ” ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมากจริงๆ และพูดโดยไม่ได้เสแสร้ง เพื่อเอาใจเธอ เพราะ....ตอนที่คุณวิไลรัตน์แท้งครั้งแรก ตอนนั้น เธอได้สูญเสียคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งไปพร้อมๆกันด้วย นั่นคือฝันร้ายที่ไม่อาจลืมได้

มาคราวนี้ เมื่อข้าพเจ้าพบคุณวิไลรัตน์ในตอนเย็นตามที่นัดหมาย เธอเล่าว่า มีอาการปวดท้องเล็กน้อยมาหลายวัน เมื่อคิดทบทวนเกี่ยวกับครรภ์แรก ที่ตั้งครรภ์โดยไม่มีตัวเด็ก ประกอบกับที่ต้องการทราบว่า เธอตั้งครรภ์ในหรือนอกตัวมดลูก ข้าพเจ้าจึงได้ตรวจดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดให้กับเธอ สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็น ก็คือ ถุงการตั้งครรภ์เล็กๆ แต่สังเกตไม่เห็นเงาของทารก ( blighted ovum ) ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าไม่สบายใจ จนเผลอพูดออกมาตอนที่ถูกคาดคั้นจากคุณวิไลรัตน์และสามี จนเป็นการทำให้คนทั้งสองต้องตกใจ และกลัวที่จะพบกับฝันร้ายอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าได้บอกกับสองสามีภรรยาว่า คงต้องดูอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดซ้ำในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพราะ ข้าพเจ้าเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ ซึ่งเป็นความผิดพลาดจากการดูอัลตราซาวนด์ของสูติแพทย์ต่างจังหวัด แต่..ก็ตรวจพบเงาเด็กในเวลาต่อมา สุดท้าย ข้าพเจ้าได้ผ่าตัดคลอดให้ตอนครบกำหนดและเด็กก็มีความสมบูรณ์ปกติ
จากทฤษฎี เราทราบว่า การตรวจดูอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดในสตรีตั้งครรภ์อายุน้อยๆนั้น หากพบว่า ถุงการตั้งครรภ์ซึ่งมองไม่เห็นเงาทารก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 2.5 เซนติเมตร เราสามารถวินิจฉัยได้แน่นอนว่า เป็นครรภ์ไข่ลม ( Blighted ovum ) จริงๆ ดังนั้น ทุกครั้งที่วินิจฉัยว่าเป็นครรภ์ไข่ลม ( Blighted ovum ) เราต้องติดตามดูอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดให้กับคนไข้ซ้ำๆ จนกว่าถุงการตั้งครรภ์จะมีขนาดมากกว่า 2.5 เซนติเมตร เราจึงจะมั่นใจในการวินิจฉัยดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงได้นัดคุณวิไลรัตน์มาตรวจซ้ำอีกครั้ง
2 อาทิตย์ต่อมา คุณวิไลรัตน์ไม่ได้มาตามนัด ข้าพเจ้าเดาเอาว่า เธอคงไปขอตรวจอัลตราซาวนด์ที่โรงพยาบาลอื่นแล้วตรวจพบเงาของทารก จึงได้ฝากครรภ์ต่อที่โรงพยาบาลแห่งนั้น ข้าพเจ้ายินดีกับสองสามีภรรยาคู่นี้ด้วยความจริงใจ โดยไม่คิดน้อยใจแม้แต่นิด หากคุณวิไลรัตน์จะมาตรวจอัลตราซาวนด์ซ้ำกับข้าพเจ้า ก็ต้องพบเงาของทารกเช่นกัน เพราะทารกตัวใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

เรื่องราวครั้งนี้น่าจะจบลงด้วยดี โดยที่คุณวิไลรัตน์ได้รับการผ่าตัดคลอดบุตรเมื่อครบกำหนด แต่......เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่

คุณวิไลรัตน์เล่าให้ฟังว่า “ ได้ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล...( ขอสงวนนาม ) เพราะคุณหมอที่นั่นดูอัลตราซาวนด์แล้วมองเห็นเงาของทารก พร้อมทั้งมีหัวใจเต้นด้วย ซึ่งแสดงว่า เป็นการตั้งครรภ์ปกติ เมื่อติดตามตรวจการตั้งครรภ์ต่อๆมา ก็ปรากฏว่า ทารกเติบโตปกติ หนูรู้สึกดีใจกับความหวังใหม่ที่จะได้เป็นแม่ แต่..พอกลางเดือนมีนาคม ตอนอายุครรภ์ได้ประมาณ 16 สัปดาห์ คุณหมอคนที่ให้ความหวังใหม่กับหนู กลับบอกในสิ่งที่ไม่อยากได้ยิน คือ ลูกหนูเสียชีวิต เมื่อติดตามดูอัลตราซาวนด์ซ้ำ ก็ยังยืนยันเช่นเดิม หนูเริ่มฝันร้ายตั้งแต่นั้นมา....”
“ ทำไมถึงโชคไม่ดีเลย ” ข้าพเจ้าพูดขัดจังหวะขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“ ยังไม่พอแค่นั้น ปลายเดือนมีนาคม หนูได้รับการขูดมดลูก ก่อนขูดมดลูก หนูก็บอกกับคุณหมอและพยาบาลว่า ให้ยาฆ่าเชื้อเต็มที่เลยน่ะ เงินส่วนเกินจากการประกันสังคม หนูยินดีจ่ายเอง แต่พวกเขากลับบอกว่า ห้องผ่าตัดสะอาดปราศจากเชื้อโรค ไม่จำเป็นต้องให้ยาฆ่าเชื้อก็ได้ หนุพยายามทักท้วงหลังจากขูดมดลูกออกมาแล้ว พยาบาลก็บอกเช่นเดิม .. ” คุณวิไลรัตน์เล่าต่ออย่างมีอารมณ์ขุ่นมัว

ข้าพเจ้าอธิบายให้เธอและสามีฟังว่า “ การจะให้ยาฆ่าเชื้อหรือไม่ ก็แล้วแต่หมอ สำหรับผม ผมเป็นหมอรักษาผู้มีบุตรยาก จึงจำเป็นต้องพยายามไม่ให้มีการติดเชื้อโรคในมดลูกและท่อนำไข่หลังขูดมดลูก โดยการให้ยาฆ่าเชื้อโรคอย่างเต็มที่ ซึ่ง...ตามแต่ปกติของการขูดมดลูกทั่วๆไป อาจไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นก็ได้ ”

“ ไม่รู้แหละ หลังจากนั้น 1 สัปดาห์เกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ หนูมีไข้ขึ้นและปวดท้องน้อยพอสมควรที่เดียว คุณหมอวินิจฉัยว่า เป็นการติดเชื้อในโพรงมดลูก

( endometritis ) หมอให้นอนโรงพยาบาล 3 วันและให้ยาฆ่าเชื้อทางเส้นเลือด แล้วให้ยากลับไปรับประทานต่อ หนูมีเลือดออกจากช่องคลอดกะปิดกะปรอยทุกวัน ลักษณะเหมือนสีกาแฟ บางทีก็ปวดท้องน้อย หนูกลับไปตรวจอีกครั้ง คราวนี้พบคุณหมออีกคน หมอคนนี้ดูอัลตราซาวนด์แล้วบอกว่า เยื้อบุมดลูกบาง ไม่มีอะไรตกค้าง แต่มีเนื้องอกในโพรงมดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุที่หนูมีลูกยาก หมอคิดดูสิ.... อยู่ก็มีเนื้องอกในโพรงมดลูก หนูล่ะจะบ้าตาย ” คุณวิไลรัตน์เล่าต่อ

“ ไม่เป็นไร เดี๋ยวลองตรวจอัลตราซาวนด์ดูก่อน บางที..อาจไม่เลวร้ายก็เป็นได้ ” ข้าพเจ้าปลอบใจคุณวิไลรัตน์

พอตรวจดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด ก็พบว่า มดลูกมีขนาดโตกว่าปกติไม่มากนัก แต่ที่น่าสนใจ คือ สิ่งที่อยู่ภายในโพรงมดลูก ลักษณะเป็นก้อนเนื้อ สีใกล้เคียงกับเนื้อมดลูก ความหนาแน่นไม่สม่ำเสมอ มีความกว้างยาวประมาณ 5.2 x 5.7 เซนติเมตร ซึ่งข้าพเจ้าให้การวินิจฉัยว่า เป็น “ รกค้าง

( retained pieces of placentas) ” โดยได้อธิบายเพิ่มเติมให้คุณวิไลรัตน์และสามีฟังว่า “ รกเหมือนพุ่มรากไม้ที่เกาะและช่อนไชผนังมดลูก เพื่อดึงดูดเอาเลือดและสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่างๆให้กับทารก ตอนที่อายุครรภ์น้อยๆช่วงไตรมาสที่ 2 ( 13 - 28 สัปดาห์ ) รกจะเกาะแน่นมาก ตอนที่ขูดมดลูกหากไม่ละเอียดรอบคอบพอ ก็จะมีรกค้างได้ เหมือนเช่นกรณีของคุณวิไลรัตน์ ”

“ คงต้องขูดมดลูกอีกครั้ง แต่ต้องเป็นพรุ่งนี้เช้า เนื่องจากต้องอดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ระหว่างนี้จะให้ยาฆ่าเชื้ออย่างเต็มที่ คืนนี้นอนหลับให้สบาย เพราะเราทราบสาเหตุของเลือดที่ออกผิดปกติแล้ว ” ข้าพเจ้าบอกกับคนไข้และสามี
ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าได้ขูดมดลูกให้กับคุณวิไลรัตน์ ก็ได้ชิ้นเนื้อเศษรกจำนวนมากออกมา หลังจากนั้น คุณวิไลรัตน์ได้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจอีก 2 วันโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ ผลชิ้นเนื้อที่ส่งไปตรวจ ก็เป็นไปตามที่วินิจฉัย
น่าแปลก!..........ที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นทราบเรื่อง ท่านจึงสั่งให้ดำเนินการชดเชยความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ด้วยการรับเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้คุณวิไลรัตน์ นอกจากนั้น ยังส่งเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ไปเยี่ยมเธอที่บ้าน

เรื่องราวที่เล่ามาทำให้คุณวิไลรัตน์ต้องพบกับฝันร้ายมาโดยตลอด ใครเลยจะทนได้กับฝันร้ายเช่นนี้ การสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักที่สุดในชีวิต คือ ลูก นั้น นับเป็นเรื่องที่โหดร้ายมาก ยิ่งต้องมาพบกับปัญหา รกค้าง หลังขูดมดลูก ยิ่งถือว่า โชคร้ายมากๆ สำหรับคุณวิไลรัตน์ เธอต้องพบกับฝันร้ายซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ช่างน่าเห็นใจจริงๆ หวังว่า ฝันร้ายครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายของเธอ ข้าพเจ้าขออวยพรให้เธอพบกับโชคดีและได้ลูกสมใจในวันข้างหน้า อีกไม่นานนัก
ความรักใดๆในโลก ล้วนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มันมีความยิ่งใหญ่และมิอาจทำลายได้ ความรักเหล่านี้ ไม่มีความรักใดเลยที่เทียบเท่ากับความรักลูก ซึ่งผูกพันกันมาตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์ ส่วนความฝันสำหรับลูก ก็มีแต่สิ่งดีๆเท่านั้น

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเห็นใบหน้าของคนท้องจำนวนมากมาย บางคนโชคดี บางคนโชคร้าย บางคนฝันร้ายและมีสีหน้าท่าทางหวาดกลัว เพราะเคยสูญเสียลูกขณะอยู่ในครรภ์ ข้าพเจ้าเข้าใจความรู้สึกของเธอเหล่านั้น ข้าพเจ้ามักอวยพรเสมอ ให้คนท้องทุกคนโชคดี อย่าได้มีปัญหาใดๆตอนที่ตั้งครรภ์ แต่..ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับวาสนา
อย่างไรก็ตาม คงต้องลืมฝันร้ายเก่าๆให้ได้เสียก่อน .............................


&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&