การทำแท้งในโลกของความเป็นจริง



ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีหนุ่มสาวหน้าตาดีคู่หนึ่ง  เข้ามาที่หน่วยรักษาผู้มีบุตรยากของร.พ.ตำรวจ  ทันทีที่เห็นหน้า ข้าพเจ้าก็แปลกใจว่า มาด้วยธุระอะไร? เธอทั้งสองกล่าวยกย่องผลงานของข้าพเจ้าที่มีมากมายในอินเตอร์เนต และสุดท้ายก็จบลงว่า “อยากปรึกษาเรื่องการทำแท้งบุตร!!!”  ด้วยเหตุที่ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง และคุณพ่อคุณแม่ของทั้งสองฝ่ายยังไม่ทราบเรื่อง ข้าพเจ้าไม่ได้แนะนำเรื่องการทำแท้งเลย แต่ขอให้เก็บรักษาทารกน้อยไว้ เพราะการทำแท้งเป็นบาป

สำหรับปัญหาการทำแท้งทุกวันนี้ ในความคิดของหลายๆคน คิดว่า น่าจะเป็นผลมาจากการขาดสติของคนหนุ่มสาว แต่จะเช่นนั้นหรือไม่ ยากที่จะได้คำตอบ ว่าไปแล้ว การทำแท้ง ก็เป็นสิ่งจำเป็นในสังคมยุคปัจจุบัน เพราะเป็นทางออกหนึ่งของปัญหาที่หลายคนแก้ไม่ตก ยกตัวอย่าง

พยาบาลคนหนึ่ง อายุอยู่วัยเบญจเพส ขณะที่เกิดเรื่อง เธอเพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ วันหนึ่ง เธอไปเจาะเลือดคนไข้ที่เป็นโรคเอดส์ แล้วเข็มอันนั้นทิ่มเข้ากับมือของเธอ เมื่อนำเรื่องไปปรึกษากับแพทย์ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับยาป้องกันเอดส์ ปรากฏว่า ตอนนั้น ยาป้องกันเอดส์ที่ปลอดภัย เผอิญหมดพอดี จึงต้องรับประทานยาตัวใหม่ ซึ่งแพทย์ท่านนั้นบอกว่า น่าจะทดแทนกันได้ ต่อมาภายหลัง เธอสืบค้นข้อมูลมาได้ว่า ยาตัวนี้มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ เธอจึงเดินทางมาหาข้าพเจ้าและขอร้องให้ช่วยทำแท้ง ข้าพเจ้ารู้สึกเห็นใจ จึงตัดสินใจช่วยเหลือ วิธีการ คือ เหน็บยา (Cytotec) ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้แท้งบุตรออกมา ในที่สุดปัญหาดังกล่าว ก็ได้รับการแก้ไข นี่!!! ข้าพเจ้ากำลังทำอะไรลงไป มองแง่หนึ่ง คือ ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก แต่มองอีกแง่หนึ่ง คือ ทำบาปอย่างมหันต์

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ อันนำไปสู่การทำแท้ง นั่นคือ การกินยาผิดประเภทที่อาจมีผลต่อทารกตอนเริ่มตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว เช่น ยาขับเลือด ยาลดความอ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยารักษาสิว ที่ชื่อ Acuten  ยาAcuten ตัวนี้มีรายงานวิจัยว่า ก่อผลให้เกิดความพิการแต่กำเนิดกับทารกในครรภ์อย่างรุนแรง ในตำราแนะนำให้ทำแท้งทุกราย หากตั้งครรภ์ขึ้นมาในช่วงที่รับประทานยา... เกี่ยวกับยาตัวนี้ มีกรณีตัวอย่าง ที่ชวนให้ทุกท่านคิดและคอยระมัดระวัง หากท่านมีอายุอยู่ในวัยเจริญพันธุ์และไม่ได้คุมกำเนิด

สตรีท่านหนึ่ง อายุ 29 ปี เธอตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัวขณะรับประทานยารักษาสิวตัวนี้(Acuten)  ตอนนี้ เธอตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์ จึงต้องการคำอธิบายว่า ‘กรณีนี้ ควรจะทำแท้งหรือไม่?’

ข้าพเจ้าได้อธิบายเชิงทฤษฎีให้กับสองสามีภรรยาคู่นี้ว่า “7 วันแรกของการตั้งครรภ์ โดยหลักการแล้ว หากตัวอ่อนได้รับผลกระทบกระเทือน ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามกฎ ‘All or none’ Law คือ หากตัวอ่อนรอดชีวิตไปได้ ก็จะเติบโตต่อไปโดยสมบูรณ์ ไม่มีความผิดปกติใดๆทั้งสิ้น สรุปคือ ใน 7วันแรกของการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนจะไม่มีปัญหาในทุกกรณี ”

จากข้อมูลดังกล่าว เมื่อมาคำนวณนับจากวันที่ไข่ตกของคนไข้ ปรากฏว่า ‘หลังจากตั้งครรภ์ได้ 7 วันแล้ว เธอยังรับประทานยาต่อไปอีก 3 วัน วันละ 1 เม็ด’ เพราะฉะนั้น คนไข้และสามีต้องชั่งใจเองว่า ‘ยา Acuten ที่รับประทานต่อมานั้น จะมีผลต่อตัวอ่อนมากน้อยเพียงไร?’ ข้าพเจ้าไม่สามารถตัดสินใจให้ได้ในเรื่องของการทำแท้ง เพราะนั่นเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับครอบครัวคนไข้ แต่ก็สามารถอธิบายโดยยกตัวอย่างประกอบได้ ว่า

เมื่อหลายปีก่อน มีคนไข้สตรีรายหนึ่ง อายุประมาณ 38 ปี ตั้งครรภ์แรก พร้อมกับรับประทานยาตัวนี้ ในลักษณะคล้ายๆกัน คือ ‘รับประทานยาวันละเม็ด เมื่อรู้ตัวว่า ตั้งครรภ์ ก็หยุดยาทันที’ ข้าพเจ้าได้พูดในทางทฤษฎีเกี่ยวกับตัวอ่อนให้เธอฟังว่า ตัวอ่อนมนุษย์ในช่วง 7 วันแรก จะมีคุณสมบัติแบบ ‘All or none’ Law... คาดไม่ถึงว่า เมื่อได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้ว คนไข้รายนั้นเลือกที่จะตั้งครรภ์ต่อ เธอมีเหตุผลส่วนตัวว่า ‘เธอเป็นคนไข้มีบุตรยาก การตั้งครรภ์ครั้งนี้ นับเป็นโชคดีอย่างมาก หากเธอไปทำแท้ง ก็ไม่รู้ว่า อีกนานสักเท่าใด เธอจึงจะมีโอกาสตั้งครรภ์อีกครั้ง’ ข้าพเจ้าเข้าใจเธอและเฝ้าดูแลเธอไปจนกระทั่งคลอด โชคดี!!!! ที่เธอคลอดบุตรออกมา ได้บุตรที่สมบูรณ์ ไม่มีความพิการแม้แต่น้อย แต่...นั่นคือ คนไข้รายเดียวจากประสบการณ์ของข้าพเจ้าที่รับประทานยา Acuten…. ขอท่านทั้งหลาย โปรดอย่าได้นำไปเป็นข้ออ้างอิงในกรณีพบเจอคนไข้ในลักษณะเดียวกันนี้

เรื่อราวของการทำแท้งยังมีสิ่งที่น่ารู้อีกมาก แต่ข้าพเจ้าอยากจะนำประสบการณ์แปลกๆมาถ่ายทอดให้รับรู้ เผื่อว่า เมื่อท่านพบเจอกับปัญหาเช่นนั้น จะได้คิดออกถึงแนวทางแก้ไข

คนไข้รายหนึ่ง ชื่อคุณอรษา 41 ปี ตั้งครรภ์ที่ 3   บุตรสองคนแรกแข็งแรงดี ครั้งนี้ฝากครรภ์ที่ศูนย์อนามัย  พออายุครรภ์ 8 สัปดาห์ สูติแพทย์ได้ทำอัลตราซาวนด์ให้  พบถุงการตั้งครรภ์ พร้อมเงาทารกที่มีหัวใจเต้นแล้ว ตอนที่มาโรงพยาบาลตำรวจ คุณอรษาตั้งครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ ปัญหา คือ มีเลือดออกจากช่องคลอดจำนวนหนึ่ง ไม่มากนัก ไม่มีอาการปวดท้องน้อย สูติแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจได้ตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด พบถุงการตั้งครรภ์ แต่ไร้เงาทารก จึงวินิจฉัยว่า เป็นครรภ์ฝ่อ (Blighted ovum) และสั่งการให้ขูดมดลูกที่ห้องผ่าตัดหลังจากเหน็บยา Cytotec จำนวน 1 เม็ดก่อนเข้าห้องผ่าตัด 6 ชั่วโมง ผลคือ เหลือชิ้นเนื้ออยู่ในโพรงมดลูก เนื่องจากปากมดลูกแข็งมาก จนต้องถ่างปากมดลูก อย่างไรก็ตาม คุณหมอไม่สามารถสอดใส่แกนเหล็กอันใหญ่เพื่อขูดมดลูกได้ จึงขูดได้ชิ้นเนื้อเพียงเล็กน้อย สูติแพทย์ท่านนั้นได้ใช้อัลตราซาวนด์ตรวจผ่านทางช่องคลอดของคุณอรษาในวันถัดมา เพื่อประเมินเศษรก ว่าเหลือค้างอยู่มากน้อยแค่ไหน?  คุณหมอประเมินแล้วคิดว่า ชิ้นเนื้อที่เหลืออยู่มีไม่มากนัก คาดว่า อีกไม่นาน คงจะหลุดออกมาเอง        

 คุณอรษากลับบ้านได้ 1 วัน ก็ตกเลือดและเป็นลม เธอแข็งใจไปตรวจที่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน แต่คุณหมอที่นั่นไม่รับดูแล โดยขอให้เธอกลับไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ คนไข้เมื่อกลับมาบ้านเลือดก็หยุดไหลพอดี คุณอรษาอยู่บ้านด้วยความทุกข์ใจ เนื่องจากเลือดยังคงออกมากะปิดกะปรอยจากช่องคลอดตลอด เธอหวังว่า ชิ้นเนื้อที่ค้างอยู่จะหลุดออกมาในเร็ววัน แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น   ถัดมาอีก 7 วัน คุณอรษาตกเลือดเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ เธอรีบเดินทางตรงมาที่โรงพยาบาลตำรวจ วันนั้นเป็นวันพุธ ข้าพเจ้ามีหน้าที่รับผิดชอบออกตรวจทางนรีเวชตามปกติ เมื่อใช้อัลตราซาวนด์ตรวจผ่านช่องคลอดเข้าไปดูมดลูกของคุณอรษา ก็พบว่า ยังมีชิ้นเนื้อเหลืออยู่อีกมากพอสมควร ข้าพเจ้าจึงสั่งการให้คนไข้เข้ารับการขูดมดลูกในห้องผ่าตัดทันที

ในห้องผ่าตัด ข้าพเจ้าขูดมดลูกของคุณอรษาได้ชิ้นเนื้อจำนวนมากค้างอยู่ในโพรงมดลูก น่าสงสาร!!ที่คนไข้ไม่กล้าเข้ามาตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลตำรวจในครั้งแรกที่ตกเลือด เนื่องจากเธอเพิ่งกลับบ้านไปได้เพียง 1 วัน คุณอรษาต้องพบกับความทุกข์ทรมานอยู่หลายวัน ทั้งๆที่เป็นความผิดพลาดของคุณหมอที่ขูดเอาชิ้นเนื้อในโพรงมดลูกออกไม่หมด

หลังจากที่ข้าพเจ้าขูดมดลูกให้แล้ว คุณอรษานอนพักรักษาตัวเพียงวันเดียวที่โรงพยาบาลตำรวจ ก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน คุณหมอผู้ที่ขูดมดลูกครั้งแรกให้กับคนไข้ ได้เข้ามาสอบถามข้าพเจ้าว่า ‘เหลือชิ้นเนื้อค้างอยู่มากไหม?’  ข้าพเจ้าได้บอกไปตามความจริงว่า ‘ยังเหลืออยู่มากเหมือนกัน’ ข้าพเจ้าได้กล่าวเตือนคุณหมอท่านนั้นว่า ‘ต่อไปต้องระวังหน่อยนะ!!’ และถามต่อว่า ‘คุณได้ตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดให้กับคนไข้หรือเปล่า??? ตอนที่ขูดมดลูก..แล้วขูดไม่หมด!!’ คุณหมอตอบว่า ‘ผมตรวจดูแล้ว แต่....คิดว่า เหลือไม่มากนัก ชิ้นเนื้อที่เหลือคงหลุดอออกมาเอง’ ข้าพเจ้าไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะกลัวว่า คุณหมอจะเสียใจ

นี่คือ ข้อควรระวังสำหรับสูติแพทย์ที่ขาดประสบการณ์ เพราะปากมดลูกในช่วงอายุครรภ์น้อยๆ ประมาณ 8 – 10 สัปดาห์ มักจะแข็งและไม่เปิด เพราะฉะนั้น ก่อนทำการขูดลูก ต้องตรวจภายใน เพื่อประเมินความนุ่มแข็งของปากมดลูกเสมอ มิฉะนั้น ก็จะเกิดปัญหาเช่นคนไข้รายนี้

คนไข้อีกรายหนึ่ง ชื่อ คุณสุนันทา อายุ 31 ปี ครรภ์แรก ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 สัปดาห์  คุณสุนันทามาฝากตามนัดทุกครั้ง จนกระทั่งอายุครรภ์ ได้ 15 สัปดาห์ สูติแพทย์ที่นั่นได้ทำอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้อง เพื่อตรวจดูความผิดปกติทั่วๆไปในครรภ์ ผลปรากฏว่า พบความผิดปกติที่สำคัญของทารกในครรภ์ คือ ทารกไม่มีกะโหลกศีรษะ(Anencephaly)   เมื่อแจ้งให้คุณสุนันทาและสามีทราบแล้ว สูติแพทย์ท่านนั้นก็แนะนำให้ทำแท้ง โดยให้เหน็บยา Cytotec ทุก 12 ชั่วโมง เวลาผ่านไป 48 ชั่วโมง คนไข้ปวดท้องอย่างมากและมีเลือดออกจากช่องคลอด วันนั้น เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ข้าพเจ้าออกตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้น จึงได้ไปตรวจดูคุณสุนันทา และให้ฉีดยาแก้ปวด สักพักหนึ่ง คุณสุนันทาก็แท้งบุตรออกมา สามีคนไข้ได้มาดูบุตรของตน และถ่ายรูปเก็บไว้ ทารกน้อยมีน้ำหนักประมาณ 300 กรัม มีความผิดปกติเป็น Anencephaly ตามที่ได้ตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์ เวลาผ่านไปอีก 1 ชั่วโมง รกของคนไข้ก็ยังไม่คลอดออกมา ข้าพเจ้าลองดึงสายสะดือเพื่อทำคลอดรกจนขาด แต่รกก็ไม่หลุด ในที่สุด จึงสั่งการให้ขุดมดลูก 

   เป็นธรรมดา ที่รกในไตรมาสสองมักเกาะอย่างเหนียวแน่น ข้าพเจ้าได้สอนนักศึกษาแพทย์บ่อยๆว่า “รกนั้นเกาะมดลูก เสมือนต้นไม้ที่หยั่งรากฝังลงสู่ดิน ในไตรมาสที่สอง รกจะเกาะกับมดลูกแน่นหนากว่าไตรมาสอื่น ปัญหาที่สำคัญของการแท้งบุตรในไตรมาสนี้ คือ ปัญหารกค้างหลังแท้งเด็กออกมา ซึ่งการขูดเอารกออกทำได้ยาก จนบางครั้ง ต้องใช้อัลตราซาวนด์วางบนหน้าท้องขณะที่ทำการขูดมดลูก” อย่างไรก็ดี สำหรับกรณีของคุณสุนันทา การขูดมดลูกไม่พบว่า มีปัญหาอะไร คนไข้ปลอดภัยดีและได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในวันถัดไป

เรื่องราวของการทำแท้ง  สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1)  การทำแท้งเถื่อน(Criminal abortion) 2) การทำแท้งเพื่อการรักษา(Therapeutic abortion) การทำแท้งเถื่อนนั้น ก็เหมือนดั่งที่คนทั่วไปเข้าใจดีว่า เป็นกิจกรรมที่ไม่กระทำโดยเปิดเผย และมักกระทำในสถานที่ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น สตรีผู้นั้นจึงเสี่ยงอันตรายต่อการติดเชื้อ ตกเลือด และเสียชีวิต ส่วนการทำแท้งเพื่อการรักษา สูติแพทย์จะกระทำให้กับคนไข้ เพื่อช่วยเหลือในโรงพยาบาล โดยมีวิธีการหลายอย่าง แต่ปัจจุบัน นิยมใช้การเหน็บยา Cytotec ทุก 6 – 12 ชั่วโมง ที่บริเวณปากมดลูก ปกติ ระยะเวลาในการแท้งบุตรออกมา จะประมาณ 24 – 72 ชั่วโมงหลังจากเหน็บยาเม็ดแรก ในรายนี้ เวลาผ่านไปประมาณ 48 ชั่วโมง ก็จะแท้งบุตรออกมาเอง แต่….ยังเหลือรกค้าง จำเป็นต้องขูดเอาชิ้นเนื้อที่เหลืออยู่ออกภายหลัง วิธีการนี้ มีภาวะแทรกซ้อนน้อย หากอยู่ในมือของสูติแพทย์

การทำแท้งในทุกวันนี้ มักเป็นไปอย่างปกปิด เนื่องจากสังคมไทยมองว่า เป็นเรื่องที่น่าอายและอาจเป็นการส่งเสริมให้วัยรุ่นปล่อยเนื้อปล่อยตัว แต่.....ความจริง เหตุผลในการทำแท้งมีหลากหลายดังที่ได้เล่า ในความคิดของข้าพเจ้า ควรจัดให้มีการทำแท้งอย่างถูกวิธี สำหรับกับสตรีตั้งครรภ์ทุกคนที่ยังไม่พร้อม มิฉะนั้น หากสตรีเหล่านี้ตกอยู่ในมือของผู้ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ คนไข้ก็อาจเสียชีวิต หรือได้รับอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนของวิธีการทำแท้ง

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&


                                                                         พ.ต.อ. เสรี  ธีรพงษ์  ผู้เขียน