คาราโอเกะข้างถนน (2)

 


                วันนี้  ข้าพเจ้ากลับมานั่งที่ร้านข้าวต้มคาราโอเกะร้านนั้นอีกครั้ง  แต่….ไม่ได้มาคนเดียว ข้าพเจ้ามาพร้อมภรรยาและลูกชายอย่างพร้อมหน้า เรามาเพียงเพราะว่าภรรยาข้าพเจ้าต้องการทราบถึงร้านข้าวต้มคาราโอเกะที่เคยกล่าวอ้างถึงเมื่อครั้งทำคลอดเด็ก “ติดไหล่” วันก่อนแค่นั้น


          บรรยากาศในร้านค่ำคืนนี้  คงไม่แตกต่างจากทุกๆ คืน  มีคนมากหน้าหลายตามานั่งล้อมวงกินเหล้าร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน  จริงๆ แล้ว  ร้านนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็กและสตรี  จะเหมาะก็แต่คนโสดหรือหนุ่มสาววัยรุ่นวัยคะนองที่ตั้งใจมาหาความสำราญเท่านั้น  บรรยากาศภายในร้านทำให้ข้าพเจ้าหวนนึกย้อนไปถึงเรื่อง  “การคลอดติดไหล่” คราวก่อนด้วยความไม่สบายใจ


          ทารกที่คลอดติดไหล่ในคืนนั้น  ตอนแรกๆ ดูลักษณะภายนอกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนัก  แต่ต่อมาหาได้เป็นเช่นนั้นไม่  เนื่องจากตรวจพบพยาธิสภาพค่อนข้างรุนแรงหลายอย่าง  เวลาล่วงเลยมาจนถึงบัดนี้เกินกำหนด  2  เดือน  ซึ่งเป็นระยะเวลาที่หมอเด็กบอกว่า  ท่อนแขนและกระบังลมปอดด้านซ้ายสามารถฟื้นคืนสภาพได้  ดังนั้น  ต่อแต่นี้  เธอไม่กลายเป็นเด็กพิการไปเสียแล้วหรือ ?


          ยังจำได้  หลังจากทำคลอดทารก  “ติดไหล่” ข้าพเจ้าได้ตามหมอเด็กมาในทันที แม้ว่าขณะนั้นจะเป็นเวลา 3 นาฬิกาของเช้าวันใหม่ หมอเด็กตรวจดูสภาพทารกอยู่ไม่นาน ได้บอกกับข้าพเจ้าขณะกำลังเย็บแผลของคนไข้ว่า “เด็กดีนะครับ”


          คำพูดประโยคนี้  ทำให้คนไข้สตรี, สามี  และข้าพเจ้าดีใจเพียงชั่วครู่  เพราะในตอนเช้าก็ต้องพบกับข่าวร้ายว่า  ทารกอยู่ในสภาพที่ไม่ดี  ท่อนแขนด้านซ้าย  ยกเว้นปลายนิ้วไม่สามารถเคลื่อนไหวได้  การหายใจถี่เร็วค่อนข้างมาก  เมื่อฟิล์มเอกซเรย์ปอดดู  พบว่า  กระบังลมด้านซ้ายถูกยกสูงขึ้น  นั้นหมายถึงว่า  เส้นประสาทที่มาเลี้ยงกระบังลมด้านซ้ายได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก  เส้นประสาทเส้นนี้ออกจากไขสันหลังส่วนต้นคอทอดผ่านหัวไหล่ลงมา  เมื่อหัวไหล่ด้านซ้ายได้รับบาดเจ็บ  เส้นประสาทย่อมได้รับผลกระทบกระเทือนไปด้วย  ส่งผลให้กระบังลมด้านซ้ายที่มีส่วนช่วยหายใจอย่างมากไม่มีการเคลื่อนไหวกระเพื่อมขึ้นลง  ทารกจำเป็นจะต้องชดเชยภาวะนี้ด้วยการหายใจเร็วขึ้น  เพื่อให้ได้รับอากาศอย่างเพียงพอ


          ตอนบ่ายวันนั้น  ทารกมีอาการหอบมากขึ้น  หมอเด็กจึงจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไปในหลอดลม  เพื่อช่วยเหลือไม่ให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลว


          พ่อแม่ของทารกวิตกกังวลอย่างมาก  เวลาแต่ละนาทีดูเหมือนว่าจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า  ข้าพเจ้าพยายามพูดปลอบประโลมหลายครั้งหลายหน  แต่ไม่สามารถลดความวิตกกังวลของท่านทั้งสองลงได้  ทุกคนที่เป็นคุณพ่อคุณแม่แล้ว  คงทราบความรู้สึกนี้ดี


          การคลอดโดยวิธีธรรมชาติ  ใครคิดว่าปลอดภัยในทุกกรณี… ถือว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง ไม่อย่างนั้น จะเกิดกรณี “คลอดติดไหล่” เช่นนี้หรือ..


          สำหรับทารกรายนี้  นอกจากมีปัญหาทางด้านการหายใจ  และท่อนแขนด้านซ้ายเป็นอัมพาตแล้ว  ต่อมายังพบมีผนังห้องหัวใจรั่ว  เพดานปากโหว่  หัวเล็ก  และหูต่ำกว่าปรกติอีก สวรรค์ยังเมตตาปรานีที่ให้ทารกได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เธอหยุดหายใจไปหลายครั้ง แต่ได้รับการช่วยเหลือฟื้นคืนชีพขึ้นมาทุกครั้ง


          พ่อแม่ของหนูน้อยมาเยี่ยมทุกวัน  วันละหลายๆ ครั้ง  และอยู่เป็นเพื่อนนานครั้งละ  2-3  ชั่วโมง  ในระยะแรกๆ ลูกอยู่ในตู้อบภายในห้อง ไอ.ซี.ยู.ทารกแรกเกิด  พ่อแม่ได้แต่ยืนดูและพูดคุยปลอบใจกันเอง  นานๆ เข้า  อาการหนูน้อยเริ่มดีขึ้น  หมอเด็กอนุญาตให้นำออกมาจากตู้อบได้  คุณแม่จึงมีโอกาสใกล้ชิด  โอบอุ้มได้อย่างสนิทใจ  คุณแม่จะใช้เวลาให้หมดไปกับการป้อนนมพูดคุย  ร้องเพลงกล่อมลูก  โดยมีคุณพ่อคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ซึ่งบางทีก็จะขออุ้มบ้าง  เพื่อถ่ายทอดความรักและความอบอุ่นมายังลูก


          ถัดจากนั้นมาไม่นาน  ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมทารกน้อยในห้อง ไอ.ซี.ยู ทารกแรกเกิด 


          อาการของทารกน้อยดีขึ้นตามลำดับ  จนหมอเด็กผู้ดูแลอนุญาตให้กลับบ้านได้  ครอบครัวของทารกน้อยไม่ได้มาพบข้าพเจ้าอีกเลย    ข้าพเจ้าหวังว่า  ทารกน้อยจะเติบโตขึ้นมาโดยมีมันสมองที่สมบูรณ์  แม้จะมีร่างกายบางส่วนพิการไปบ้าง


          เมื่อไม่นานมานี้  มีข่าวดีจากพยาบาลที่มีโอกาสพบเห็นครอบครัวของหนูน้อยว่าทารกน้อยสามารถขยับหัวไหล่และแขนด้านซ้ายได้บ้าง  เวลาตกใจ  และการหายใจก็ดีขึ้นด้วย  แม้การฟื้นคืนสภาพจะมีเพียงเล็กน้อย  แต่นับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์นัก  นี่อาจเป็นเพราะความรักของพ่อแม่ที่เฝ้าดูแลลูกเป็นอย่างดี


          ข้าพเจ้ากำลังนั่งเหม่อลอยในร้านข้าวต้มคาราโอเกะคิดถึงเรื่องดังกล่าวอยู่  ต้องมาสะดุ้งตกใจเมื่อมีเสียงเรียกจากภรรยาว่า  “นึกอะไรอยู่หรือ”


          ข้าพเจ้าตอบกลับไปว่า  “นึกถึงเรื่องเก่าๆ อยู่”


          ภรรยาข้าพเจ้าบอกว่า  “เรื่องที่แล้วไปแล้ว อย่านำมากลุ้มใจอีกเลย ร้านข้าวต้มคาราโอเกะร้านนี้ไม่เหมาะสำหรับพวกเราหรอก รีบๆ กินเถอะ จะได้กลับบ้าน”


          ข้าพเจ้าพูดอย่างช้าๆ  พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ว่า  “ต่อไป เราคงจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว”


          ก่อนจะกลับ  ข้าพเจ้าได้เขียน  “กลอน” สั้นๆ กลั่นออกจากความสะเทือนใจในเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา เพื่อเตือนว่า อย่าลืมพระคุณพ่อแม่ที่ดูแลเราจนมีวันนี้


                   หนูน้อย  ร่างพิการ        นอนทรมาน  อยู่ในเปล


          พ่อแม่  ร้องกล่อมเห่                จนเสียงแห้ง  ไม่ห่างหาย


          ในจิต  คิดแต่หวัง                   ให้ลูกยัง  ชีพไม่วาย


          พิการ  ใช่สูญสลาย                 ฟื้นคืนได้  ด้วยความรัก


          รักใคร  เท่ารักแม่                   รักแน่แท้  โลกประจักษ์


          รักพ่อ  มั่นคงนัก          เหมือนสลัก  บนศิลา


 


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@