ลูกผมตายได้ยังไง?



               ข้าพเจ้าเพิ่งผ่านพ้นงานเขียนวิทยานิพนธ์ที่สุดแสนจะทรหดเมื่อวานนี้ ทันทีที่เขียนจบ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนมีใครยกภูเขาออกจากอก บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า ‘มันบางเบาอย่างไร?’ แต่ “เป็นความรู้สึกพ้นทุกข์อย่างของการเกิดเป็นมนุษย์” ข้าพเจ้าเคยได้ยินมาว่า “การที่เราจะได้จุติมาเป็นมนุษย์นั้น มันยากยิ่งนัก” ส่วนจะยากอย่างไร!! คงต้องยกมาจากคำอ้างอิง ว่าเป็นพระพุทธพจน์ที่ว่า ‘เปรียบได้กับการโผล่หัวชูคอของเต่าทะเลขึ้นมาเหนือน้ำสักครั้งหนึ่ง’ ซึ่ง..ตอนนี้เราก็ได้เกิดมาเป็น ‘มนุษย์’ แล้ว  ทำไมผู้คนจำนวนมากจึงได้ทิ้งโอกาสอันดีนี้ไว้ และ หลงระเริงไปในทางที่ชั่ว 

               เมื่อวาน มีผู้หญิงคนหนึ่งมาตรวจแผลหน้าท้องหลังผ่าตัดคลอดประมาณ 10 วันที่โรงพยาบาลเอกชน(ขอสงวนนาม)แห่งหนึ่ง เธอชื่อคุณอรสา อายุ 39 ปี  อาชีพแม่บ้าน สามีเป็นข้าราชการตำรวจ  การตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครรภ์แรก ทันทีที่พบหน้า ข้าพเจ้าได้เอ่ยทักคุณอรสาว่า “คุณเป็นคนโชคดีมากเลย ที่คลอดได้ลูกที่ปลอดภัยออกมา ทั้งๆที่ตอนนั้นเด็กกำลังอยู่ในภาวะขาดก๊าซอ๊อกซิเจน!!!! ”

              คุณอรสาหัวเราะหึ หึ ในลำคอและพูดว่า “หมอก็พูดอยู่นั่นแหละว่า ตอนนั้น ลูกหนูอยู่ในภาวะอันตราย และกำลังขาดก๊าซอ๊อกซิเจน หนูเองก็อยากจะรู้ว่า มันเป็นยังไง? และลูกจะมีปัญหาต่อไปหรือเปล่า? ”

               มาถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าจึงเริ่มบรรยายวิชาการทางการแพทย์ว่าด้วยเรื่องดังกล่าวให้ฟังพอเป็นสังเขปดังนี้ “ ทารกในครรภ์ที่ขาดก๊าซอ๊อกซิเจนนั้น กล้ามเนื้อหูรูดของอวัยวะต่างๆจะคลายตัว กล้ามเนื้อที่อื่นไม่เป็นไร แต่การหย่อนตัวของกล้ามเนื้อหูรุดที่รูก้นนั้น มันทำให้อุจจาระในท้อง (meconium) ไหลออกมาสู่ภายนอกและปะปนกับน้ำคร่ำ ยิ่งออกมามากเท่าไหร่ ความเข้มข้นของสิ่งสกปรกในน้ำคร่ำก็มากขึ้นเท่านั้น ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนกับน้ำคร่ำในคลองแสนแสบยามหน้าแล้งที่แห้งขอด ปัญหาของอุจจาระปะปนที่ว่านี้ ก็คือ มันจะเข้าไปอุดตันตามจุดต่างๆ เช่นในปาก  ในจมูก รวมทั้งหลอดลมน้อยใหญ่ของทารก หากเข้มข้นมาก ก็อันตรายมาก สำหรับกรณี ของคุณนั้น น้ำคร่ำข้นคลักเลย หากเวลาล่วงเลยผ่านไปอีก 1 หรือ 2 วัน เด็กต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน ผมได้ยินมาว่า ก่อนหน้านี้ คุณได้ทำบุญทุกวันไม่ใช่หรือ  นี่แหละอานิสงค์ทำให้ลูกคุณปลอดภัย และยังได้ยินมาอีกว่า คุณและสามีได้ไปเข้าหุ้นเปิดร้านเหล้าเบียร์กลางคืนด้วย ถ้ามีโอกาส ก็น่าจะเลิกซะนะ.. ”

               “เลิกแล้วค่ะ หนูกับสามีได้ไปเก็บข้าวเก็บของ และแบ่งข้าวของเครื่องใช้กับหุ้นส่วนเรียบร้อยแล้ว” คุณอรสาตอบ ข้าพเจ้าคิดว่า ผลบุญของการทำทาน และการเลิกราจากสิ่งที่เป็นอบายดังกล่าวของเธอและสามี ได้ส่งผลให้ลูกน้อยของเธอมีชีวิตรอดคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย และไม่มีปัญหาใดๆเกี่ยวกับเรื่องสติปัญญาในอนาคต

                 คุณอรสามาฝากครรภ์กับข้าพเจ้าเมื่อ 9 เดือนก่อน ข้าพเจ้ามักพูดคุยล้อเล่นกับเธออยู่เสมอเรื่องการทำบุญทำทาน โดยไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น คุณอรสาตั้งครรภ์แรกเมื่ออายุเกินกว่า 35 ปี (elderly primigravida) ดังนั้น จึงมีข้อบ่งชี้ที่จะต้องผ่าตัดคลอดเมื่อครรภ์ครบกำหนด การฝากครรภ์ดำเนินไปด้วยดีอย่างไม่มีปัญหาใดๆ จวบจนกระทั่งใกล้คลอด ข้าพเจ้าได้ขอให้เธอเข้ารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเด็กเปรียบเทียบระหว่างตอนเด็กไม่ดิ้นกับตอนที่ดิ้น (non-stress test) ตั้งแต่ตอนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ว่า เด็กอยู่ในภาวะที่ขาดก๊าซออกซิเจนหรือเปล่า? ปรากฏว่า เส้นกร๊าฟปรกติมาโดยตลอด เมื่ออายุครรภ์ได้ 38 สัปดาห์ ข้าพเจ้าได้บอกให้คุณอรสาเข้ารับการผ่าตัดคลอดเอาเด็กออกทางหน้าท้อง แต่คุณอรสากลัวการผ่าตัดมาก จึงขอเลื่อนเวลาออกไปก่อน และหากเป็นไปได้ ก็อยากขอคลอดเองแบบธรรมชาติ แน่นอน! ข้าพเจ้าไม่ยอมให้เธอคลอดเองตามธรรมชาติโดยเด็ดขาด เพราะหากพลาดพลั้งขึ้นมา ทารกเกิดพิการจากการติดไหล่ หรือปัญหาอื่นใดที่ไม่ทราบได้ จนแม้กระทั่งถึงขั้นเสียชีวิต ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ข้าพเจ้าย่อมต้องถูกตำหนิอย่างมาก หรือถูกฟ้องเอาผิดในฐานะสูติแพทย์ ที่ดำเนินการดูแลไม่เหมาะสมให้กับสตรีตั้งครรภ์แรกที่อายุเกิน 35 ปี  อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าได้ปล่อยให้กับเธอกลับบ้านไปทำใจระยะหนึ่ง เกี่ยวกับการเข้ารับการผ่าตัดคลอด แต่ต้องไม่เกินระยะเวลาการตั้งครรภ์ครบกำหนด 40 สัปดาห์

            วันนั้น เป็นวันเสาร์ เวลาประมาณบ่ายโมง คุณอรสาได้เข้าไปนอนพักที่ห้องคลอดของโรงพยาบาลด้วยเรื่องเจ็บครรภ์ อายุครรภ์ตอนนั้น ได้ 39 สัปดาห์ 2 วัน พยาบาลห้องคลอดได้ติดเครื่องตรวจสภาพเด็ก(non – stress test) และโทรศัพท์มาบอกข้าพเจ้าว่า ‘เส้นกราฟช่วงแรกของลูกคุณอรสาไม่ค่อยดีนะ แต่ช่วงหลังๆกร๊าฟก็ OK!!’ ข้าพเจ้าตอบโทรศัพท์กลับไปว่า “อย่างนั้น ผมจะผ่าตัดคลอดให้คุณอรสาเลย ช่วยบอกคนไข้ให้ด้วย” สักพักหนึ่ง พยาบาลคนเดิมรีบโทรศัพท์กลับมาว่า “คนไข้ไม่ยินยอมผ่าตัด” ข้าพเจ้าจึงรีบขับรถไปดูคุณอรสาที่ห้องคลอดทันที ข้าพเจ้าสังเกตว่า ‘ช่วงแรกของเส้นกร๊าฟที่แสดงถึงสภาพเด็กในครรภ์นั้นมีปัญหา คือ ลูกคลื่นของเส้นกร๊าฟไม่ค่อยมีการแกว่งตัวขึ้นลง (variability)ประมาณ 10 นาที แต่เส้นกร๊าฟช่วงหลังจากนั้น ก็กลับมาดี (NST : reactive)’  ข้าพเจ้าได้ถามคุณอรสาว่า “ ลูกคุณดิ้นดีไหม?”  คุณอรสาตอบว่า “เด็กดิ้นน้อยลงตั้งแต่เมื่อวาน”  ข้าพเจ้าจึงว่า “ อย่างนี้ ไม่ปลอดภัยแล้ว ต้องผ่าตัดด่วน”  คุณอรสาและสามีตกใจ แต่ก็ให้ความร่วมมือดีไม่คัดค้านเหมือนก่อนหน้านี้

ในห้องผ่าตัด พอข้าพเจ้าลงมีดผ่าตัดเปิดมดลูกส่วนล่างเข้าไปจนถึงถุงน้ำคร่ำที่ยังไม่แตก ก็สังเกตเห็นสีดำๆข้างใต้ของถุงน้ำคร่ำ ข้าพเจ้าถึงกับอุทานออกมาแบบไม่รู้สึกตัวกับพยาบาลผู้ช่วยผ่าตัดว่า “โชคดีจริงๆ  โชคดีจริงๆ  ขืนถ้าปล่อยคนไข้กลับบ้านไป! พรุ่งนี้ลูกคุณอรสาต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน นี่คงเป็นเพราะบุญของเด็ก บุญของแม่ และบุญของข้าพเจ้าด้วย.... ผมเคยพบเจอคนไข้ในลักษณะคล้ายๆแบบนี้มาหลายรายแล้ว อาทิตย์ที่ผ่านมาก็เจอรายหนึ่ง แต่คนไข้รายนั้นไม่โชคดีเท่าคุณอรสา บุตรของเธอเสียชีวิตในครรภ์....” พยาบาลผู้ช่วยผ่าตัดได้พูดถามในทำนองอยากจะรู้รายละเอียด  ข้าพเจ้าจึงได้เล่าให้ฟังคร่าวๆดังนี้

              วันนั้นเป็นวันอังคาร ข้าพเจ้าเข้ามารับเวรที่ห้องคลอดโรงพยาบาลตำรวจเวลาประมาณ 8 นาฬิกา  พยาบาลอาวุโสที่มีประสบการณ์ได้รายงานให้ฟังว่า “ มีคนไข้รายหนึ่ง ลูกตายในครรภ์ คนไข้เจ็บครรภ์และมานอนพักตั้งแต่เมื่อคืน คุณหมอเวรตรวจพบตั้งแต่แรกแล้วว่า ทารกตายในครรภ์ จึงได้สั่งการเร่งคลอดเลย ตอนนี้คนไข้ปวดท้องมาก ปากมดลูกเปิด 5 เมตร และอยากผ่าตัดคลอด” ข้าพเจ้าได้เดินไปดูคนไข้ ทราบชื่อต่อมาว่า ชื่อคุณรจนา  อายุ 25  ปี ครรภ์แรก ฝากครรภ์ที่ศูนย์อนามัยใกล้บ้านตั้งแต่ อายุครรภ์ 11 สัปดาห์ จนถึง 28 สัปดาห์ จากนั้น ก็ขอมาตรวจครรภ์ต่อที่โรงพยาบาลตำรวจอีก 5 ครั้งจนถึงอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ 4 วัน ตอนนั้น สูติแพทย์ที่แผนกฝากครรภ์ตรวจพบว่า ลูกของคุณรจนาอยู่ในท่าก้น จึงกำหนดให้เธอเข้ามารับการผ่าตัดคลอดในอาทิตย์ถัดไป  เวลาผ่านไปเพียงแค่ 5 วัน กลับพบว่า ลูกของเธอเสียชีวิต นี่เป็นสิ่งที่เธอและสามียอมรับไม่ได้

               ในตอนค่ำของคืนวันจันทร์ คุณรจนา เจ็บครรภ์ เธอจึงเข้ามาที่ห้องคลอด พยาบาลได้ใช้เครื่องช่วยฟังเสียงทารกในครรภ์มาวางบนหน้าท้องคุณรจนา แต่ไม่มีเสียงการเต้นของหัวใจเด็ก แสดงว่า ‘ลูกคุณรจนาน่าจะเสียชีวิต’ เวลานั้น ยังไม่มีใครกล้าบอกเรื่องที่น่าเศร้านี้ให้กับเธอและสามีได้รับรู้ แต่ได้แจ้งให้สูติแพทย์เวรทราบเพื่อมาทำการตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้องของคุณรจนา ผลการตรวจก็ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ทารกดังกล่าวได้เสียชีวิตไปแล้ว ถึงตอนนี้ จำเป็นที่คุณหมอเวรจะต้องแจ้งข่าวร้ายให้คุณรจนาและสามีได้รับทราบ พร้อมทั้งสาเหตุเท่าที่จะเป็นไปได้ 

              ส่วนข้าพเจ้า...ในตอนเช้าที่รับเวร....หลังจากได้เข้าไปดูคุณรจนาในสภาพที่เจ็บปวดทั้งกายและใจ ก็ได้อธิบายในเบื้องต้นว่า “ปกติแล้ว กรณีทารกเสียชีวิตในครรภ์ เราจะให้คนไข้ทุกคนคลอดบุตรเองทางช่องคลอด เพื่อไม่ให้เจ็บตัวจากการผ่าตัด แต่หากคลอดไม่ได้หรือมีเหตุจำเป็นจริงๆ ก็จะผ่าตัดคลอดให้ เพียงแต่อยากให้ทราบว่า การผ่าตัดคลอดนั้น จะทำให้คุณจำเป็นต้องผ่าตัดคลอดซ้ำในครรภ์ถัดไป” อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทำการผ่าตัดคลอดให้ในทันที  ข้าพเจ้าผละจากเธอไปผ่าตัดคนไข้อื่นที่ได้กำหนดล่วงหน้าไว้แล้ว

               เวลาประมาณ 10 นาฬิกา หลังจากผ่าตัดเสร็จ ข้าพเจ้าก็มาดูคุณรจนาอีกครั้งและซักประวัติเพิ่มเติมได้ว่า ลูกเธอไม่ดิ้นมา 3 วัน  ตอนนั้น คุณรจนาปวดท้องมาก และร้องขอให้ช่วยผ่าตัดคลอด แม้ว่า ขณะนั้น ปากมดลูกเปิดถึง 9 เซนติเมตร แต่ข้าพเจ้ารู้ก็สึกเห็นใจคนไข้ อีกทั้งประเมินว่า ตัวเด็กค่อนข้างใหญ่ รอต่อไป ก็อาจคลอดไม่ได้ ถึงคลอดได้ หากติดหัว(ท่าก้น) และหัวเด็กหลุดคาในโพรงมดลูก ก็จะยุ่งยาก ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตัดสินใจผ่าตัดคลอดให้ 

การผ่าตัดคลอดดำเนินไปโดยไม่มีปัญหาใดๆ ทารกมีผิวหนังลอกบริเวณต้นขาขวา เนื่องจาก ข้าพเจ้าต้องจับหน้าข้าทั้งสองข้างดึงเอาเด็กออกมา ทำให้เกิดการถลอกและลอกตัวง่าย ซึ่งพบได้ในทารกที่ตายมาเกินกว่า 1 วัน อย่างไรก็ตาม ส่วนอื่นๆของร่างกายทารกดูปรกติดี ในบันทึกเพิ่มเติมของใบย่อคลอดมีว่า‘น้ำหนักแรกคลอดเท่ากับ 3240 กรัม  ผิวหนังลอกบริเวณก้น,ง่ามขาข้างขวาและอวัยวะสืบพันธุ์ ’ สรุปว่า ทารกรายนี้ได้เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 3 วัน

ตอนเย็นวันนั้น พยาบาลที่หอพักผู้ป่วย ชั้น 5 ได้โทรศัพท์มาถามข้าพเจ้าว่า “หมอ!!! ติดต่อตั้งนานเพิ่งติดต่อได้ สามีคุณรจนารวมทั้งญาติๆถามว่า ลูกเขาตายได้ไง? หมอช่วยคุยกับสามีคนไข้หน่อยสิ”  ขณะนั้น ข้าพเจ้ากำลังนั่งฟังคณะสงฆ์สวดมนต์ “ ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง”  ที่วัดสระประทุมอยู่ แต่ก็ยินดีจะอธิบายคร่าวๆให้ญาติและสามีคุณรจนาฟัง แต่ปรากฏว่า ทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้ว ดังนั้น วันรุ่งขึ้น คุณหมอเวร พร้อมกับรองหัวหน้าแผนกสูติ - นรีเวชได้ขึ้นไปอธิบายให้สามีคุณรจนารวมทั้งญาติๆฟัง จริงๆแล้ว สาเหตุแห่งการเสียชีวิตของลูกคุณรจนาในครรภ์นั้น เราไม่รู้หรอก เพราะรูปลักษณะของทารกปรกติดี ยกเว้นแต่ทีการลอกตัวของผิวหนังตามส่วนต่างๆของร่างกาย เท่านั้น สาเหตุที่เป็นไปได้ ก็คงจะเป็นเนื่องจากภาวะรกเสื่อมสภาพ

ทั้งคุณอรสาและคุณรจนา ต่างก็รู้สึกว่า ‘ลูกในครรภ์ดิ้นน้อยเหมือนกันขณะอายุครรภ์ใกล้ครบกำหนด’ แต่คุณอรสาโชคดีกว่า เนื่องจากเผอิญเจ็บครรภ์เร็ว จึงมาโรงพยาบาลและเข้ารับการตรวจสภาพทารกในครรภ์และพบความผิดปกติ แม้จะไม่สมบูรณแบบ (NST:no variability) แต่ก็เพียงพอทำให้สูติแพทย์ตัดสินใจผ่าตัดคลอดให้อย่างฉุกเฉิน ช่วยชีวิตทารกได้อย่างปลอดภัย การตายของทารกในครรภ์นั้น ถ้าจะพูดในทางพุทธศาสนา ก็คงต้องบอกว่า “เป็นเรื่องของกรรม ซึ่งไม่มีใครหนีพ้น” ข้าพเจ้าได้แต่งบทกลอนเกี่ยวกับ “คน”ไว้บทหนึ่ง จึงขอฝากเป็นที่ระลึกแด่ทุกท่าน ขอให้ทุกๆท่านโชคดี

                                                               คน

                 คำว่า‘คน’    คือปะปน จนแยกยาก    เกิดขึ้นจาก ตะกอน ที่นอนก้น

ฟุ้งกระจาย  แตกสลาย    ในสายชล  ดูสับสน    วุ่นวาย   คล้ายใจเรา

                อีกความหมาย  คือมนุษย์   สุดประเสริฐ  ที่ได้เกิด ด้วยกุศล ผลกรรมเก่า

ดลบันดาล   ผ่านจิต   นิมิตเอา     จุติเข้า  ในครรภ์  ของมารดา

                ที่ประเสริฐ  เพราะสามารถ  ฝึกฝนได้  เท่าดวงใจ ใฝ่ฝัน มุ่งมั่นหา

ขอแต่เพียง  พากเพียร  เรียนตำรา    ไม่เกินกว่า  ปัญญา  ฟ้าประทาน

                การจะเกิด เป็นมนุษย์  นั้นยากนัก  อาศัยหลัก  บุญกรรม  นำประสาน

เคยบำเพ็ญ  เบญจศีล  ก่อนสิ้นกาล             ดวงวิญญาณ   จึงพ้นผ่าน  อเวจี

               อันคนดี  มักถูกมอง  ว่าไร้ค่า               ไร้ศรัทธา ไร้ศักดา  ไร้ราศี

ไร้ความคิด    ไร้จิตใจ     ไร้ไมตรี   ไร้ภาคี  ไร้สีสรร   ไร้ปัญญา

                การกระทำ  ความดี   มีหลากหลาย  ไม่ใช่ง่าย   เหมือนขาย  ขนมส่า

ควรหมั่นสร้าง  ทานศีล  ภาวนา   พอเป็นเครื่อง  นำพา  สู่หนทาง

                ก็หนทาง   ข้างหน้า  ยังไกลโพ้น  ต้องโชกโชน มานะ การสะสาง

ทำลายเผา  กิเลส  โดยละวาง   จนจิตว่าง สว่างใส  ในกมล

                ทั้งเจริญ อานา  ปานสติ        มีหิริ  เกรงกลัว   อกุศล

เสียสละ  ละตัณหา  กล้าอดทน        เพื่อก้าวพ้น สงสาร ธารนที

                หากต้องมี  ชาติหน้า  ถือกำเนิด  ขอจงเกิด   เป็นคน บนวิถี

บำเพ็ญบุญ  พึ่งตบะ บารมี   นับต่อจาก  ชาตินี้   สืบเนื่องไป

                ขอเกิดใน แดนพุทธ  ศาสนา  หยั่งศรัทธา  ลงฝัง   ยังนิสัย

ได้บวชเรียน  เพียรภา - วนามัย   บรรลุใน โพธิญาณ ไม่นานวัน

                ขอชาตินี้  ข้ามี   กุศลจิต   ในความคิด ทุกยาม  แม้ความฝัน

ขอประพฤติ  อบรม  พรหมจรรย์   จนสำเร็จ โสดาบัน เมื่อบั้นปลาย.(สาธุ)

                       &&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&