เที่ยวแดนโสม

เที่ยวแดนโสม

ประเทศเกาหลีหรือที่ใครๆเรียกจนชินว่า “ แดนโสม ” เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง เพราะนอกจากจะเป็นดินแดนที่มีความสวยงามตามธรรมชาติแล้ว ประชาชนยังมีการดำเนินชีวิตที่น่าศึกษาอีกด้วย เกาหลีไม่ได้ดีไปกว่าบ้านเรา แต่ความคิดจิตใจของคนเกาหลีมีระเบียบวินัยมากกว่า พวกเขาเกือบทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันทำในทิศทางเดียวกันเสมอ ในขณะที่คนไทยจะร่วมแรงร่วมใจกันทำ ก็ต่อเมื่อเจอวิกฤตการณ์และเรื่องจวนตัวเท่านั้น พลังขับเคลื่อนมหาศาลของมหาชนชาวเกาหลี สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
ข้าพเจ้าเพิ่งกลับจากการประชุมเชิงวิชาการสำหรับคนไข้วัยทองที่กรุงโซล ณ ประเทศเกาหลี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 30 พฤษภาคม 2544 ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า คุ้มค่ามากกับการไปครั้งนี้ เนื่องจากได้รู้ได้เห็นสิ่งต่างๆที่เป็นประโยชน์อย่างมากมาย โดยเฉพาะเรื่องราวความเป็นมาในอดีตและการฟื้นตัวทางเศรฐกิจของประเทศเกาหลี ที่สามารถนำมาดัดแปลงใช้กับบ้านเราได้
วันที่ 25 พฤษภาคม พวกเราซึ่งประกอบด้วยสูติแพทย์และผู้ติดตามจำนวน 23 คน เริ่มออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองเมื่อเวลา 4 ทุ่มครึ่ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินอินชอน ของประเทศเกาหลี
พวกเราออกเดินทางจากสนามบินอินชอนตอน 8 นาฬิกา สถานที่แรกที่พวกเราไป คือ พระราชวังเคียงบ๊อกคุง ระหว่างเดินทาง ไกด์ทัวร์ ชื่อ คุณเป้ได้เล่าเรื่องราวคร่าวๆของชาวเกาหลีเพื่อปูพื้นฐานความเข้าใจสำหรับพวก เรา
“ คนเกาหลีเป็นคนใจร้อน มุทะลุ ใบหน้าบอกบุญไม่รับ และยิ้มยาก พวกเขามักแสดงท่าทีคล้ายกับว่า โลกนี้มีแต่ทุกข์ เวลาไปเดินซื้อของตามตลาดแผงลอย พวกเราไม่ควรพิจารณาดูสิ่งของนาน ถ้ามองดูสินค้านานมาก แม่ค้าอาจดึงของออกจากมือเรา และบอกว่า ไม่ขาย นั่นคือนิสัยใจร้อนของคนเกาหลี พวกเราต้องเข้าใจนะ ” เป้เริ่มเล่า “ การประหยัดก็เป็นนิสัยอีกอย่างหนึ่งของคนเกาหลี ในบริษัทต่างๆ เกือบทุกวัน พนักงานจำนวนมากจะเอาปิ่นโตข้าวกับกิมจิ ( ผักดอง )ไปกินที่ออพฟิศ ประเทศเขาและเราก็อยู่ในช่วงกำลังฟื้นฟูเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่การปฏิบัติตัวของผู้คนพลเมืองต่างกันราวกับฟ้าดิน หากคนไทยเอาข้าวใส่ปิ่นโตไปกินที่ทำงาน คงโดนเพื่อนๆแซว เราจึงไม่เคยพบเห็นภาพเช่นนี้ในเมืองไทย คนเกาหลีเป็นพวกชาตินิยม ผู้คนส่วนใหญ่จะนิยมใช้สินค้าที่ผลิตขึ้นในประเทศเท่านั้น อย่างโทรศัพท์มือถือ แทบจะเรียกได้ว่า เห็นแต่คนถือยี่ห้อซัมซุงเท่านั้น หากข้าพเจ้าอยู่เกาหลี ก็คงใช้โทรศัพท์ยี่ห้อนี้เหมือนกัน เพราะรับสัญญาณได้หมด ไม่ว่าจะอยู่ในถ้ำ, ใต้ดินลึกลงไป 2-3 ชั้น หรือแม้ในรถไฟใต้ดินขณะแล่นก็ตาม พวกเราลองมองไปบนท้องถนนซิครับ จะเห็นแต่รถเกาหลียี่ห้อต่างๆ เต็มไปหมด นานๆจะเห็นรถยุโรปสักคัน สำหรับรถญี่ปุ่น คุณจะไม่มีวันได้เห็นในประเทศนี้อย่างเด็ดขาด เพราะชาวเกาหลีต่อต้านของญี่ปุ่นอย่างสุดๆ ”

สำหรับพระราชวังเคียงบ๊อกคุงที่เราไปเที่ยวชมนั้น สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์โซซอนราวทศวรรษที่ 14 สถานที่ภายในที่น่าสนใจประกอบด้วย ท้องพระโรง ห้องทรงพระอักษร และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน สำหรับข้าพเจ้าแล้ว เห็นว่า พระราชวังในเมืองไทยมีมากมายและน่าสนใจกว่ามาก คนไทยเราน่าจะนำมาจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้มากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อบอกให้ชาวโลกทราบว่า ศิลปะไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าชนชาติใด
ถัดจากนั้น พวกเราได้เดินทางไปลงทะเบียนการประชุมเชิงวิชาการเกี่ยวกับสตรีวัยทองครั้งที่ 1 ของเอเชีย ( First Scientific Meeting of the Asia – Pacific Menopause Federation) ณ หอประชุมโคเอก ( Coex : Convention & Exhibition Center ) ซึ่งถ้าเป็นบ้านเรา สถานที่นี้คงเทียบเท่ากับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตย์ นั่นเอง หอประชุมโคเอกเป็นห้องประชุมสัมมนาและแสดงสินค้าประจำชาติใหญ่ที่สุดของประเทศ เกาหลี ทางด้านล่าง ลึกลงไปข้างใต้หอประชุมโคเอก ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นศูนย์การค้า และการบันเทิงที่กว้างใหญ่ราวกับเป็นเมืองเนรมิตใต้ดิน ที่นี่มีร้านค้า ภัตตาคาร โรงภาพยนตร์นานาชนิด รวมทั้ง พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลที่น่าตื่นตาตื่นใจ ( Aquarium ) หอประชุมโคเอกจะเปิดให้ผู้คนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยหาความสำราญตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึง 5 ทุ่มของทุกวัน
พวกเราเข้าสู่ที่พักเมื่อเวลา 5 โมงเย็น ก่อนเดินทางเข้าโรงแรมที่พัก ไกด์เป้ ได้บอกกับพวกเราว่า “ ค่าแรงที่นี่แพงมาก เพราะฉะนั้น ทางโรงแรมจึงแก้ปัญหาด้วยการเลิกจ้างคนงานและเด็กขนกระเป๋า พวกเราต้องช่วยกันเข็นของขึ้นไปเอง อาหารเครื่องดื่มที่อยู่ในตู้เย็น ถ้าไม่จำเป็น อย่าไปหยิบกินเลย เพราะแพงมาก น้ำขวดไม่มีการแจกฟรี น้ำที่นี่แพงกว่านม เพราะรัฐบาลส่งเสริมให้ทุกคนดื่มนม ขวดพลาสติกที่พวกเรากินน้ำหมดแล้ว ขอให้เก็บไว้ก่อน ตอนกลางคืน ให้เอาออกมาตวงน้ำจากเครื่องบริการน้ำร้อนเย็นที่ตั้งไว้แถวหน้าลิฟท์ เพื่อเก็บไว้ดื่มช่วงกลางคืน ”
ข้าพเจ้า ภรรยาและลูกชายนอนที่นี่ด้วยความรู้สึกแปลกๆ แน่นอน เราคงไม่กินของที่อยู่ในตู้เย็น สำหรับน้ำเย็นและนมขวดของลูกก่อนนอน ต้องอาศัยน้ำจากตู้บริการน้ำดื่มร้อนเย็นบริเวณหน้าลิฟท์ ตามคำแนะนำของไกด์
สำหรับรูปแบบการจัดประชุมวิชาการครั้งนี้มีเพียง 2 วันครึ่งเท่านั้น แต่ถือว่า ทางเจ้าภาพจัดได้ดีพอสมควร แม้ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนในยุโรป อเมริกา ช่วงเวลาว่างจากการประชุม ข้าพเจ้า ภรรยาและลูกชายลองลงไปเดินเล่นที่เมืองสรรพสินค้าข้างใต้หอประชุมโคเอก รู้สึกว่า ที่นี่ให้ความเพลิดเพลินได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลนานาชนิด ( Aquarium ) ซึ่งเขาจัดทำได้ดีมาก สนนราคาค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 500 บาท เด็กคนละ 300 บาท
สถานที่ท่องเที่ยวอื่นในกรุงโซลที่เราไปเยือน คือ ตลาดอีเตวอน และย่านชุนแดมุน สินค้าของทั้งสองที่นี้มีหลากหลาย คุณภาพดี น่าสนใจ แต่ราคาไม่ถูกอย่างที่คิด สินค้าของบ้านเราถูกกว่าเยอะ สิ่งซึ่งสะดุดใจข้าพเจ้า คือ ย่านชุนแดมุน เปิดทำการตั้งแต่ 0 นาฬิกาเป็นต้นไปจนถึงเช้าวันใหม่ ใครจะคิดว่า เวลาอย่างนี้จะมีคนไปเดินซื้อของช๊อปปิ้ง แต่จริงๆ กลับมีผู้คนพลุกพล่านยิ่งกว่าย่านใดๆ ที่นี่ถือเป็นตลาดนัดแผงลอยหลังเที่ยงคืนใหญ่ที่สุดของเกาหลี
การประชุมวิชาการครั้งนี้สิ้นสุดลงตอนเที่ยงของวันที่ 29 พฤษภาคม พวกเรารับประทานเนื้อย่างเกาหลี อาหารประชาติของเขา ก่อนออกเดินทางสู่เมืองซูอันโบ จังหวัดชุนชงบุกโค เมืองซูอันโบตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ ต้องใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงจึงจะถึงที่หมาย ระหว่างทาง ไกด์เป้ได้เล่าประวัติศาสตร์เกี่ยวกับทิวทัศน์สองข้างทางที่รถทัวร์แล่นผ่านให้ ฟังว่า “ แม่น้ำกลางกรุงโซล ชื่อ แม่น้ำฮัน สองฝั่งของแม่น้ำ เดิมที มีคนมาปลูกบ้านเรือนมากมายเหมือนกับสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา สมัยประธานาธิบดีปักจุงฮี ซึ่งปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ได้มีการขอร้องให้ประชาชนย้ายบ้านออกจากสองฟากฝั่งของแม่น้ำ โดยรัฐบาลได้จัดเตรียมบ้านและคอนโดให้เรียบร้อยแล้ว การประกาศให้ย้ายครั้งแรก มีประชาชนบางส่วนย้ายออก ประกาศครั้งที่ 2 ก็มีอีกส่วนหนึ่งย้าย แต่ยังมีประชาชนบางส่วนดื้อดึงขออยู่ต่อ พอประกาศครั้งที่ 3 รัฐบาลได้เอารถถังมาช่วยขนย้ายบ้านของคนที่ยังดื้อแพ่งออกไปจนหมด การปฏิบัติการครั้งนี้เองทำให้สองฟากฝังของแม่น้ำฮัน กลายเป็นพื้นที่โล่ง กว้างใหญ่ เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น แลดูสะอาดตา แม่น้ำฮันเคยเน่ามาครั้งหนึ่ง รัฐบาลต้องออกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ห้ามทิ้งสิ่งของ ขยะ ปฏิกูลลงไป แม่น้ำจึงกลับใสขึ้นมาอีกครั้ง กล่าวกันว่า ประธานาธิบดีปักจุงฮีเป็นคนวางรากฐานเกาหลีทุกวันนี้ ” เป้หยุดพูดนิดหนึ่ง และพูดต่อว่า “ ท่านใช้อำนาจเผด็จการโดยธรรมปกครองนานถึง 26 ปี ได้สร้างคุณานุประการมากมายให้กับประเทศ ช่วงแรกๆ เกาหลียากจนมาก ประธานาธิบดีปักจุงฮีต้องใช้นโยบายให้ประชาชนทุกคนอดอาหารมื้อกลางวัน แล้วเอาข้าวไปขายยังต่างประเทศ นำเงินตรามาออมและสร้างประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป พอสิ้นยุคฯพณฯท่านปักจุงฮี ประธานาธิบดีคนถัดมา เปิดดูท้องพระคลัง ก็ตกใจเพราะมีเงินคงคลังเต็มไปหมด ยุคหลังๆจึงได้มีการนำเอาเงินตราเหล่านั้นมาสร้างประเทศอย่างมโหฬาร ประเทศเจริญก้าวหน้ากลายเป็นเสือตัวใหม่แห่งเอเซีย แต่… .ก็เกิดปัญหาคอรัปชั่นของประธานาธิบดีโรแตวูและชุนดูวานดังที่เป็นข่าวไปทั่ว โลก สำหรับประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ คิมแดจุง ท่านเป็นคนที่มีความสามารถและครองใจคนทั่วประเทศ ท่านเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ไปเยือนเกาหลีเหนือ ”
ภรรยาข้าพเจ้าถามไกด์ว่า “ ทำไมประเทศเกาหลีจึงแบ่งออกเป็นเหนือใต้ ”
ไกด์เป้ตอบว่า “ ตอนสงครามโลก หลังจากพันธมิตรถล่มญี่ปุ่นราบคาบแล้ว ผู้นำประเทศเกาหลี 2 คนเกิดฝักใฝ่พันธมิตรมหาอำนาจคนละฝ่าย จึงเกิดการแบ่งแยกดินแดนออกเป็นเกาหลีเหนือและใต้ ช่วงแรกๆ ประชาชนตามชายแดนสามารถไปมาหาสู่กันได้ไม่ยาก ต่อมา เกิดความขัดแย้งในทางการเมือง เกาหลีเหนือใช้กำลังบุกยึดเกาหลีใต้ภายใน 6 วัน เดือดร้อนถึงประเทศอเมริกาต้องเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย เหตุการณ์จึงกลับคืนสู่ภาวะปกติ หลังจากนั้น อเมริกาก็ตั้งฐานทัพทหารที่ประเทศเกาหลีใต้มาจนถึงปัจจุบัน ความจริง การที่เกาหลีเหนือและใต้เจรจารวมชาติกันไม่สำเร็จนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากข้อเรียกร้องของเกาหลีเหนือที่ขอให้อเมริกาถอนทัพออกจากเกาหลี ใต้ แต่…เกาหลีใต้ยังเข็ดขยาดการบุกยึดแบบสายฟ้าแลบของเกาหลีเหนืออยู่ …จึงลังเลจนกระทั่งบัดนี้ ” หลังจากเล่าจบ ไกด์เป้ได้ปล่อยให้พวกเราพักผ่อนนอนหลับตามสบาย
พอรถทัวร์เริ่มเดินทางเข้าใกล้เขตเมืองซูอันโบ ไกด์เป้ก็เล่าต่อตามสภาพภูมิประเทศที่รถแล่นผ่าน “ ที่เห็นสองข้างทางเป็นไร่โสม โสมในโลกนี้มีอยู่ 3 พันธุ์เท่านั้น คือ โสมจีน โสมอเมริกา และโสมเกาหลี โสมจีน กินแล้วร้อน โสมอเมริกา กินแล้วเย็น โสมเกาหลี กินแล้วพอดีและถือว่า ดีที่สุดด้วย โสมเกาหลี ต้องอยู่ในที่อากาศเย็น อย่างเช่นแถวย่านนี้ โสมที่ดีต้องมีอายุ ครบ 6 ปี ซึ่งชาวบ้านที่ปลูกจะต้องขายให้กับรัฐบาลเท่านั้น สำหรับโสมเกาหลี ที่ซื้อขายกันทั่วๆไป มักเป็นโสมอายุ 4-6 ปี ซึ่งถือว่า ยังอ่อนไป โสมชนิดนี้กินแล้วจะร้อนในและให้ประโยชน์กับร่างกายไม่มาก โสมเป็นพืชเศรษฐกิจ ปลูกยาก รากของโสมจะชอนไชไปเรื่อยๆ ดูดซับแร่ธาตุและสารอาหารที่มีประโยชน์ในดินจนหมดสิ้น เมื่อขุดโสมขึ้นมาแล้ว พื้นดินบริเวณนั้น จะใช้อะไรไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ คนเกาหลีจึงไม่นิยมปลูกโสมมากนัก แต่ที่ทนปลูกอยู่ ก็เพราะไร่โสมถือเป็นสิ่งล้ำค่า ชาวไร่สามารถนำมาค้ำประกันขอกู้เงินจากรัฐบาลได้จำนวนมากในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปเงินใช้เป็นค่าเล่าเรียนลูกและค่าใช้จ่ายต่างๆ ปัจจุบันโสมมีราคาแพงมาก แต่บำรุงร่างกายดีที่สุด ”
“ โสมพันปีเป็นยังไง ” ภรรยาข้าพเจ้าถามต่อ
“ โสมพันปีเป็นโสมป่า รูปร่างไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมโหฬารอย่างที่หลายคนคิด ขนาดของมันเท่ากับโสมธรรมดาเท่านั้น แต่เนื่องจากมันมีอายุที่ยืนยาว จึงมีลักษณะพิเศษ คือ รากของโสมพันปีจะยาวมาก เพราะดินที่รากโสมชอนไชจะไม่มีแร่ธาตุอะไรเหลืออยู่ต่อไป มันต้องชอนไชดูดซับเอาสารอาหารจากดินไปเรื่อยๆ รากจึงยาว ใครพบโสมพันปีคนแรก จะถือเป็นสิทธิของคนผู้นั้นทันที แต่ต้องแจ้งให้รัฐบาลทราบก่อน เพื่อส่งผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบว่า ใช่โสมพันปีจริงหรือเปล่า หากเป็นโสมพันปีจริง จะไม่มีการซื้อขาย ใครอยากได้ ต้องประมูล โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 10,000 เหรียญดอลลาร์หรือเกือบ 500,000 บาท ปีที่แล้วมีการประมูลไป 3 ต้น เจ้าของได้เงินไปคนละ 30,000 เหรียญ ” ไกด์เป้เฉลยข้อข้องใจ
“ อย่างนี้ ใครบังเอิญพบโสมพันปี ก็รวยไปเลยซิ ” ข้าพเจ้าพูดลอยๆเป็นเชิงถาม
“ ไม่รวยหรอก ใครจะร่ำรวยที่นี่ได้ ต้องมีอาชีพที่ดี อาชีพที่คนเกาหลีใฝ่ฝันอยากเป็นและรวยมากที่สุด คือ ทนายความ รองลงมา เป็น แพทย์ แต่..มีอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ญาติรวย คือ คนตาย ที่ประเทศเกาหลี ชีวิตคนมีค่ามาก ใครทำให้คนตาย 1 คน จะต้องชดใช้ 100,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ” ไกด์เป้เล่าอธิบายเรื่องความรวยและค่าของคนเกาหลี โดยเน้นว่า “ ที่นี่ ใครอย่าได้ประมาท จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตโดยเด็ดขาด มีอยู่ครั้งหนึ่ง มหาเศรษฐีของเกาหลีคนหนึ่งต้องเป็นคนจนในชั่วข้ามคืน เพราะตึกของตนถล่มลงมาและมีคนตายประมาณ 100 คน คุณลองเอา 100,000 ดอลลาร์คูณ 100 ดูซิ คิดเป็นเงินเท่าได ไม่จนจะทนไหวหรือ… อะไร คือ ตัวกำหนดว่า ชีวิตเรามีค่าแค่ไหน คนเกาหลี ทำไมชีวิตมีค่ามากกว่าคนไทย ผมว่า เมืองไทย ชีวิตคนตีค่าออกมาราคาถูกมาก สังเกตได้จาก เวลาที่รถยนต์ชนคนตาย เจ้าของรถจะเสียค่าสินไหมค่อนข้างน้อย หากคนที่ถูกรถชนไม่ตาย เจ้าของรถกลับจะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลมากกว่าอีกหลายเท่า ดังนั้น หากใครถูกรถชนในเมืองไทย ต้องแกล้งทำเป็นตายให้สนิท มิฉะนั้น เจ้าของรถจะถอยหลังกลับมาทับให้ตายทันที นี่แหละชีวิตของคนไทย ”
รถทัวร์ของพวกเรามาถึงโรงแรมซูอันโบ พาร์ค โฮเต็ล เมื่อใกล้ค่ำ โรงแรมแห่งนี้มีความแปลกตรงที่ไม่มีเตียง พื้นห้องจึงแลดูโล่ง&กว้าง ใครอยากจะนอนตรงไหน ก็ปูฟูกที่ตรงนั้น บางที การมีวัฒนธรรมประเพณีที่แปลกออกไป ก็ทำให้ผู้มาเยือนมีรสชาติดีเหมือนกัน
วันรุ่งขึ้น ไกด์ทัวร์ได้พาพวกเราไปเที่ยวถ้ำโกชู สัมผัสกับความงดงามของหินงอก หินย้อยที่มีอายุกว่า 5000 ปี ถ้ำนี้ชาวเกาหลีได้ให้สมญานามอย่างภาคภูมิใจว่า ปราสาทใต้พิภพ ถ้าให้วิจารณ์ ข้าพเจ้าคิดว่า ถ้ำในเมืองไทยหลายแห่งมีความงามไม่แพ้ถ้ำแห่งนี้ ส่วนที่มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ก็คือ ถ้ำที่นี่มีการสร้างสะพานเหล็กอำนวยความสะดวกในการเดิน เท้าของนักท่องเที่ยวจึงไม่มีโอกาสสัมผัสกับพื้นสกปรกแม้แต่น้อย ทำไม..คนไทยไม่เอาแนวคิดนี้ไปเป็นแบบอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากด้วย
ถัดจากถ้ำโกชู พวกเราได้ไปเที่ยวทะเลสาบชงจู ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการสร้างเขื่อนเหมือนทะเลสาบบ้านเราหลายแห่ง ทะเลสาบชงจูถือว่า สวยงามพอใช้ได้ แต่ที่น่าสังเกต คือ พวกเขาทำทางลงไปสู่ท่าเรือค่อนข้างดี แม้พื้นที่จะลาดลงเป็นทางยาว โดย..สร้างเป็นบันไดปูนที่มีความกว้างเกือบ 1 กิโลเมตร ลาดลงไปตั้งแต่ริมถนน จนถึงท่าเรือ เป็นระยะทางเกือบครึ่งกิโลเมตร พวกเราและนักท่องเที่ยวจากที่อื่นๆจึงค่อนข้างสะดวกเวลาเดินลงไปขึ้นเรือ ข้าพเจ้าคิดว่า เมืองไทยควรนำเอารูปแบบการสร้างทางลงลักษณะนี้ไปใช้ ความงามของทะเลสาบชงจู ไม่มีทางสู้ความงามของทะเลสาบบ้านเราได้ แต่ชาวเกาหลียังยกย่องให้เป็น 1ใน 8 สิ่งมหัศจรรย์แห่งเมืองหันยาง ……ทำไมคนไทยถึงไม่พัฒนาทะเลสาปน้ำจืดที่งดงามจำนวนมากมาย ให้กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์เช่นเดียวกับเขาบ้าง?……….
หลังจากล่องเรือชมความงามของทะเลสาบชงจูเป็นเวลา 45 นาที พวกเราได้นั่งรถทัวร์กลับสู่กรุงโซล เพื่อไปที่สนามบินอินชอน ก่อนขึ้นเครื่องบิน พวกเราได้แวะซื้อโสมเกาหลี จากร้านค้าที่รัฐเป็นประกัน 5โมงเย็นของวันที่ 30 พฤษภาคม พวกเราทุกคนได้ขึ้นเครื่องบินและเดินทางออกจากประเทศเกาหลี
เพียงชั่วระยะเวลา 5 วัน ในประเทศเกาหลี ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในการสร้างชาติของพวกเขา แต่ที่ไหนจะอบอุ่นเท่ากับบ้านเรา คงไม่มี เมืองไทยใหญ่กว่า สวยกว่า อยู่สบาย ดีกว่าเกาหลีเกือบทุกด้าน ยกเว้นวินัยและนิสัยบางอย่างของคนไทย คนไทยยากจนแต่ไม่ประหยัด คนไทยมักดำเนินชีวิตแบบตัวใครตัวมันและไม่สนับสนุนคนไทยด้วยกันเอง เช่น ใครสร้างสิ่งประดิษฐ์อะไรขึ้นมา คนไทยจะไม่สนใจซื้อ แต่พยายามจะขอฟรี คนไทยใครได้ดี ต้องมีคนอิจฉาตาร้อน แทนที่จะขยันมุมานะสร้างตัวเอง คนไทยไม่ค่อยยอมรับความจริง แถมยัง กลัวอายหากมีใครพูดถึงจุดด้อยของตัวเอง สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการยอมรับความเป็นจริง และกล้าเปลี่ยนจุดด้อย ด้วยการศึกษา ฝึกหัด พัฒนา สักวันมันก็จะกลายเป็นจุดเด่นและจุดแข็งของคนไทย
ขณะนี้เรายังอยู่ในสภาพล้มลุกคลุกคลาน แต่คนไทยกำลังหลับไหลอยู่ในความฝันว่า สักวันเราจะฟื้นขึ้นมาได้ หากไม่พยายามลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ อีกหลายปีกว่าเราจะยืนขึ้นได้อีก คนไทยมีความน่ารักและอัธยาศัยไมตรีที่ดีอยู่แล้ว ขอเพียงกล้าเปลี่ยนนิสัยบางอย่าง สร้างวินัยเข้มแข็ง ร่วมแรงร่วมใจกันอีกนิด เดินทางไปในทิศเดียว
ไม่ช้า ไม่นาน ท้องฟ้า คงอำไพ สดใส เหมือนเมื่อในอดีตอีกครั้ง………………….
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


พ.ต.อ.เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน