นักเขียนชรา



ท่านเคยถามตัวเองไหมว่า \"ไหว้พระทำไม?\" ส่วนใหญ่ทุกคนคงตอบคล้ายๆกันว่า \"เพื่อความสบายใจ\"
นั่นเป็นคำตอบทั่วๆไปที่อาจไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงของท่าน
วันก่อนข้าพเจ้า ได้ไปงานเลี้ยงต้อนรับพระสงฆ์ระดับพระราชาคณะองค์หนึ่งของไต้หวัน ณ โรงแรม
วินซอร์ ย่านถนนสุขุมวิท งานเลี้ยงประกอบด้วย งานแสดงบนเวที และการรับประทานอาหารโต๊ะจีน งานแสดง
บนเวทีมีความสนุกสนาน แต่แฝงรูปแบบที่จะมอบความมั่งมีศรีสุข โดยแจกท๊อฟฟี่ให้ผู้ชม ท๊อฟฟี่ในที่นี้ คือ
ตัวแทนเงินตราและโชคลาภนั่นเอง ทุกคนต่างพากันยื่นมือขอท๊อฟฟี่ ด้วยหวังว่าต่อไปจะมั่งมี ความหวังเช่นนี้
ช่างเลื่อนลอยเสียเหลือเกิน
ข้าพเจ้าได้สอบถามถึง ราคาค่างวดของโต๊ะจีน ที่จัดขึ้นว่า โต๊ะละเท่าไหร่ ได้คำตอบว่า 6 พันบาท สตรี
ฐานะดีที่เชิญข้าพเจ้ามา บอกว่า \"คนรวยเท่านั้นที่ทำบุญอย่างนี้ได้\" ข้าพเจ้าพยักหน้าแทนคำตอบ พลางคิด
ในใจว่า ทุกคนเข้าใจพุทธศาสนามากน้อยแค่ไหน หรือว่า กำลังหลงอยู่ในวังวนแห่งอวิชชา
เดิมที นึกว่า เมื่อพระสงฆ์ผู้ใหญ่เทศนา ให้ศีลให้พรเรียบร้อยแล้ว เป็นอันเสร็จพิธี แต่…ไม่ใช่เช่นนั้น
ยังมีพิธีบูชาพระแห่งโชคลาภต่ออีก โดยใช้ห้องโถงใหญ่ถัดไป เพื่อทำพิธีกรรมทางศาสนา
ข้าพเจ้าชวนภรรยากลับบ้านหลังเสร็จงานเลี้ยง เพราะเรามาตามคำเชิญเท่านั้น ไม่ได้มาเพราะแรงศรัทธา
พระแห่งโชคลาภ ภรรยาข้าพเจ้าบอกว่า \"มีคนไต้หวัน ประมาณ 50 คนที่มาเพื่อบูชา พระแห่งโชคลาภ\"
ข้าพเจ้าถามด้วยความสงสัยว่า \"แต่ละคน ต้องถวายเงินเพื่อบูชาพระแห่งโชคลาภองค์ละเท่าไหร่\"
\"มีหลายราคา ตั้งแต่องค์ละ 1 ล้านบาท, 5 แสน, 5 หมื่น, 2 หมื่น, ต่ำสุดองค์ละ 6 พันบาท\"ภรรยา
ข้าพเจ้าตอบ คำตอบนี้ทำให้ข้าพเจ้าถึงกับตกตะลึง
\"ก่อนจะร่ำรวย ด้วยอำนาจอภินิหารจากพระแห่งโชคลาภ ทุกคนต้องลงทุนก่อนมากมายเหลือเกิน
ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปที่ต้องเสียเงิน 1 ล้านบาทเพื่อบูชาพระก่อน เขาคงยากจนลงทันที อย่างนี้จะเรียกว่า
ทำบุญเพื่อความสบายใจ ได้หรือ?\" ข้าพเจ้าพูดเหมือนกับเพ้อออกไปโดยไม่รู้ตัว พลันนึกถึงเรื่องราวของ
นักเขียนชราท่านหนึ่งที่เพิ่งตายเมื่อไม่นานนี้
นักเขียนชราท่านนี้ อายุ 70 ปี มีอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์ และนักเขียนอิสระ ท่านชอบทำหนังสือที่ระลึก
ของสมาคมต่างๆ โดยรับจ้างเขียนประวัติบุคคลสำคัญที่จะลงหนังสือที่ระลึกนั้นๆ
วันหนึ่ง นักเขียนชราป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด แกไม่ยอมไปหาหมอและเก็บตัวรอความตายอยู่ที่บ้าน
แกเคยบอกกับภรรยาข้าพเจ้าว่า \"ภรรยาได้อยู่กับผมมาตั้ง 50 ปี ผมควรเก็บเงินเอาไว้ให้เธอใช้ ดีกว่าเอาไป
ใช้จ่ายเป็นค่ารักษาโรค เงินทองเหล่านี้แม้ไม่มากมาย แต่ภรรยาผมคงนำไปใช้ได้อีกหลายปี โรคแบบนี้ แม้ใช้
เงินที่สะสมมาจนหมด สุดท้าย ก็ต้องตายอยู่ดี แล้วผมจะรักษาให้หมดเงินไปทำไม\"
หลังจากนักเขียนชราได้ตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว แกก็ไม่ยอมไปไหน นอนทรมานรอความตายอยู่ที่บ้านไป
วันหนึ่งๆ เมื่อไรที่มีอาการปวดจนทนไม่ได้ แกจะไปนอนโรงพยาบาลเอกชนคราวละ 2-3 วัน เพื่อฉีดมอร์ฟีน
ระงับปวด พออาการปวดทุเลาลงบ้าง แกจะกลับมานอนอยู่ที่บ้านต่อ
วันหนึ่ง ขณะที่แกนอนพักอยู่ในโรงพยาบาล ภรรยาข้าพเจ้าและภิกษุณีรูปหนึ่ง ชื่อ \"ม่านตู้ซื่อฟู่\" ได้ไป
เยี่ยมแก สมัยก่อน แกเป็นคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ สูงประมาณ 175 เซนติเมตร น้ำหนัก 80 กิโลกรัม วันที่ไป
เยี่ยม ภรรยาข้าพเจ้าจำแกไม่ได้ เนื่องจากหน้าตาแกซูบซีดและร่างกายผ่ายผอมมาก น้ำหนักลดลงถึงกึ่งหนึ่ง
มองเห็นเนื้อตัวเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก พอ \"ม่านตู้ซื่อฟู่\" และภรรยาข้าพเจ้าเข้าไปในห้อง ภรรยาข้าพเจ้า
แสดงอาการตกใจ คิดว่าเข้าผิดห้อง แต่แกทักทายก่อนที่ทั้งสองจะพากันออกไป
แกแสดงความขอบคุณที่มาเยี่ยม และพยายามหาเรื่องทางศาสนามาพูดเกริ่นเพื่อไม่ให้เบื่อว่า \"ผมเป็นคน
สนใจศาสนาและรู้ว่า เรื่องของความเชื่อหรือศาสนา เป็นเรื่องจริงจัง พูดจาลบหลู่ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ประเทศจีนปิดประเทศมานาน 30 กว่าปีโดยไม่นับถือศาสนาใดๆด้วย เมื่อครั้งที่จีนเปิดประเทศใหม่ๆ
ชาวจีนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักขนบธรรมเนียมของประเทศอื่นๆมากนัก ครั้งหนึ่งได้เชิญประเทศมุสลิม
ประเทศหนึ่งมาเซ็นสัญญาเปิดสัมพันธภาพทางการทูตกันอย่างเป็นทางการ หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย ได้มี
การจัดเลี้ยงรับประทานอาหารร่วมกัน โชคไม่ดี ที่พ่อครัวและผู้เกี่ยวข้องไม่ทราบเกี่ยวกับอาหารมุสลิม จึงจัด
วางหมูหันตัวหนึ่งไว้บนโต๊ะแขก ผู้นำของประเทศมุสลิมนั้นได้พูดว่า ตามหลักศาสนามุสลิม พวกเราไม่
รับประทานเนื้อหมู ผู้นำจีนขณะนั้นไหวพริบปฏิภาณดี ได้พูดแก้ตัวไปว่า ขอโทษ ขอโทษ อาหารจานที่วางตรง
หน้าท่านนั้น สำหรับที่นี่คือ เป็ดปักกิ่ง เมื่อท่านไม่ชอบ เราจะเปลี่ยนเป็นอาหารอื่นให้ใหม่ นี่คือเรื่องราวที่
น่าสนใจเรื่องหนึ่งในวงการศาสนา การพูดจาผิดพลาด ย่อมนำมาซึ่งการเสียสัมพันธภาพ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็น
การเสียมารยาท ผมจึงอยากกล่าวคำขอประทานโทษเสียก่อน เนื่องจากผมอยากถามเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่
ของพระว่าเป็นอย่างไร.. .….จะได้ไหม?\"
ม่านตู้ซื่อฟู่ ตอบอนุญาตว่า\"ได้\"
แกจึงถามต่อว่า \"ทำไมคุณถึงบวชเป็นภิกษุณี\"
\"นั่นคือ ความฝันอันสูงสุดของฉัน\" ม่านตู้ซื่อฟู่ ตอบ
\"ตอนเช้า ม่านตู้ซื่อฟู่ ตื่นกี่โมง\" นักเขียนชราถาม
\"ตีสี่\" ม่านตู้ซื่อฟู่ตอบ
\"โอ้ย….ลุกขึ้นมาทำไม\" นักเขียนชราถามต่อ
\"สวดมนต์ และนั่งสมาธิจนถึงเช้า\" ภิกษุณีม่านตู้ซื่อฟู่ตอบ
นักเขียนชรา พูดจาล้อเล่นว่า \"คุณนี่ โง่จังเลย ผมเองนะ เมื่อ 50 ปีก่อน ตอนที่มาเมืองไทยใหม่ๆ
ไม่สามารถหาอาชีพดีๆได้ ต้องไปเป็นกุลีแบกหามอยู่ที่ท่าเรือคลองเตย ทุกเช้าต้องลุกตื่นขึ้นมาตอนตีสี่ อยาก
จะตื่นช้าไปอีกสัก 1 ชั่วโมง ยังทำไม่ได้เลย เพราะกลัวเฒ่าแก่จะไล่ออก ผมทำงานแบกหามขนสิ่งของหนักๆ
ตั่งแต่ตีสี่จนถึงเช้า ไม่ได้พักสักนิด เดี๋ยวนี้ คุณกินดีอยู่ดี ไม่ต้องลำบากเหมือนผม คุณตื่นเช้าๆขึ้นมาทำไม\"
\"นี่คือ สิ่งที่ฉันเลือกเอง ฉันไม่คิดอะไรมากหรอก\" ม่านตู้ซื่อฟู่
จากนั้น นักเขียนชราหันมาถามต่อว่า \"ม่านตู้ซื่อฟู่ คุณกินอาหารอะไร\"
\"อาหารเจ\" ม่านตู้ซื่อฟู่ตอบ
\"คุณนี่โง่จริงๆ ตอนผมหนุ่มๆ อายุ 17-18 ปี หนีภัยสงครามรอนแรมจากเมืองจีนมาเมืองไทย ตอนนั้น
ยังอยู่ในช่วงสงครามโลก ข้าวยากหมากแพง ผู้คนล้วนยากจนข้นแค้นและขาดอาหาร หมาตามท้องถนนยังอ้วน
กว่าคน ผมทำงานเป็นกุลี เหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ ได้กินอาหารแต่พวกผักเละๆกับข้าวต้ม ผมอยากจะกินหมู
แทบตาย ไม่มีโอกาสได้กินเพราะเนื้อหมูขาดแคลนและไม่มีเงินจะซื้อกิน น่าแปลก! ที่คุณมีโอกาส แต่คุณกลับ
ไม่ยอมกินหมู\" นักเขียนชราพูดจาคล้ายถากถาง เป็นเชิงตลก ล้อเล่นกับภิกษุณีท่านนั้น
\"พระในวัดของเราไม่กินหมูและเนื้อสัตว์อื่นๆ\" ม่านตู้ซื่อฟู่อธิบายขยายความหลักพุทธศาสนาและกฎ
ปฏิบัติของวัดท่าน
นักเขียนชราพูดขัดขึ้นมาว่า \"พระไม่จำเป็นต้องกินเจ ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง ดาไลลามะแห่งธิเบต
เดินทางไปแสดงปาฐกถาที่ประเทศออสเตรเลีย ตอนบ่ายหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ท่านได้เปิดโอกาส
ห้นักข่าวสัมภาษณ์
นักข่าวฝรั่งคนหนึ่งถามว่า ท่านเป็นศาสดาของพุทธศาสนาองค์หนึ่งใช่ไหม? ในสายตาของชาวตะวันตก
นะ ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงมาก ไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่รู้จักท่าน ท่านทำตัวยังไงจึงได้เป็นเช่นทุกวันนี้
ดาไลลามะตอบว่า ฉันเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เพียงแต่ฉันเพียรพยายามศึกษาและปฏิบัติตามหลัก
พระพุทธศาสนาอย่างหนักและเป็นระยะเวลานานมากกว่าพวกคุณทุกๆคน ถ้าพวกคุณทุกคนทำอย่างฉัน
คุณทุกคนก็เป็นดาไลลามะได้
นักข่าวชาวจีนคนหนึ่งถามว่า ท่านเป็นพระ ทำไมถึงกินเนื้อสเตก(STEAK) ดาไลลามะ ตอบว่า
IT'S JUST FOR A LUNCH (หมายความว่า นั่นเป็นเพียงแค่อาหารกลางวันมื้อหนึ่งเท่านั้น) คนเราดีหรือชั่ว
อยู่ที่ใจ ไม่เกี่ยวกับการกิน\" นักเขียนชราเล่ามาถึงตอนนี้ ก็พูดสรุปว่า \" พระสามารถกินเนื้อสัตว์ได้ ไม่จำเป็น
ต้องกินเจเสมอไป มีพระสงฆ์หลายรูปที่กินเจ แต่กินในโรงแรมหรูๆ ราคาโต๊ะแพงๆ และชักชวนให้คนที่มา
ในงานซื้อวัตถุมงคลโดยต้องจ่ายเงินจำนวนมาก ใครหลงเชื่อซื้อไป มีหวังยากจนแถมยังไม่ได้บุญด้วย
ท่านคิดว่าพระเหล่านี้ดีกว่าดาไลลามะหรือ? ผมอยากเน้นคำพูดที่ว่า คนเราดีหรือชั่ว ไม่เกี่ยวกับการกิน แต่..ถ้า
กินหมูได้ ก็น่าจะกิน\" นักเขียนชราหัวเราะ ฮา..ฮา..และถามต่อว่า \"ม่านตู้ซื่อฟู่ คุณสวดมนต์ ทำไม\"
\"สวดมนต์ทำให้จิตใจสบาย\"ภิกษุณีตอบ
นักเขียนชราพูดต่อว่า \"คุณสวดมนต์แล้วมีเงินทองหล่นลงมาจากท้องฟ้าหรือ ม่านตู้ซื่อฟู่ คุณเคยสังเกต
หรือไม่ว่า ผู้คนที่ปลูกบ้านรอบๆวัด มีแต่คนจนๆหาเช้ากินค่ำ การสวดมนต์ ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเขาเลย คุณว่า
ไหม?
คุณจะปฏิเสธไหมว่า คนเราอยู่ได้ต้องอาศัยเงิน ผมป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด ยังอดทนยอมเจ็บปวด
แทบตาย ในใจนึกอยากจะตายพ้นไปไวๆ เพื่อไม่ให้ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลมาก ผมอยากเก็บเงินทุกทุก
สตางค์ให้กับภรรยาที่อยู่ร่วมกันมากว่า 50 ปี ถ้าให้ผมสวดมนต์แล้วตายเดี๋ยวนี้ ผมยินดีสวดมนต์ทันที ภรรยา
ผมจะได้มีเงินเพิ่มขึ้นอีกสักนิด…ผมถึงบอกว่า สวดมนต์แล้วได้ประโยชน์อะไร?\" คำพูดของนักเขียนชรา แม้
เป็นคำกระทบกระเทียบเปรียบเปรยเสียดสี และสอดแทรกอารมณ์น้อยใจ แต่..คำพูดทุกคำล้วนน่าจะนำมาคิด
ใคร่ครวญ บางที คำพูดเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตหลายๆคนได้ โดยเฉพาะ คนที่นับถือศาสนาเพื่อชื่อเสียง
เงินทอง
ไหว้พระเพื่อให้ได้หน้า สวดมนต์เพื่อให้ได้เงินทอง
บริจาคเพื่อเป็นการลงทุน และต้องการได้รับกลับคืนเป็นร้อยเท่าพันทวี
สิ่งเหล่านี้ คือ ศาสนาหรือ? ข้าพเจ้าเองยังกังขาว่า ทำไมจึงยังมีคนเชื่อถืออย่างนี้อีก
นักเขียนชรา ลาจากโลกนี้ไปแล้วหลังจากนั้นไม่นาน ถึงเขาจะเป็นชายแก่ที่ไม่ร่ำรวย แต่รายได้ทุกบาททุก
สตางค์ เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างมากสำหรับครอบครัวแก แกไม่เคยนำเงินไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แกยอมตาย เพื่อไม่ให้
เงินสูญสลายหายไป ถึงแม้ แกจะไม่เคยบริจาคทำบุญ แต่ใครกล้าตำหนิความคิดของแกที่เหลือเงินก้อนสุดท้าย
ให้กับภรรยาที่อยู่กันมากว่า 50 ปี

คนเอ๋ย คนเฒ่า ร่างกาย เหี่ยวเฉา ดูเศร้าหมอง
รอยยิ้ม ยับย่น ไม่ชวนมอง ช่างละม้าย คล้ายของ ที่คนเมิน
เบื้องหลัง เนื้อหนัง มังสา ล้วนสิ่ง ล้ำค่า กว่าผิวเผิน
ความคิด สุดประเสริฐ เลิศเหลือเกิน ใครดำเนิน ตามรอย พลอยสำราญ
เส้นทาง ชีวิต ที่ผ่านพบ ไขขบ ปัญหา มหาศาล
สั่งสม ภูมิปัญญา มาช้านาน ก่อเกิด ประสบการณ์ อันกว้างไกล
ควรที่ ทุกคน ให้โอกาส ใช้ความ สามารถ แทนผลักไส
เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ และห่วงใย ยกย่อง เทิดไว้ ในใจเรา
คนแก่ มักแล ดูช้าเฉื่อย เรื่อยเรื่อย ราบเรียบ เปรียบขุนเขา
ไม่รีบร้อน สุขุม ผ่อนหนักเบา แฝงเอา ข้อคิด พิชิตชัย
วางแผน ลุ่มลึก ตรึกหลายชั้น ลดหลั่น ลำดับ ปรับแก้ไข
สถานการณ์ ล่อแหลม สักเท่าใด ก็ไร้ กังวล จนลนลาน
อย่านึกว่า คนเฒ่า เป็นภาระ อาจจะ พะวง ปลงสังขาร
แท้จริง คือแก้ว พิสดาร ดลให้ ได้ปาน วิมานแมน


๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
พ.ต.อ.นพ. เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน