ควันหลงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย



4 - 5 วันก่อนวันประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมคนไข้สตรี
รายหนึ่งตอนกลางคืน เวลาประมาณ 3 ทุ่ม ที่ห้องพักผู้ป่วย มีหลานสาวคนไข้อายุประมาณ 18 ปี
นั่งอยู่ที่เก้าอี้โซฟาเพื่อคอยรับใช้ดูแลคุณป้าคนป่วย หลานสาวคนนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าอยู่คุยด้วยจน
ดึกดื่นเกือบเที่ยงคืน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น...
เพราะเนื้อหาที่คุยกัน เป็นเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเอง ข้าพเจ้ายังคง
ฝังใจกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสมัยอดีตอยู่ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจและฝังแน่นอยู่
ในความทรงจำ ราวกับว่า เหตุการณ์เหล่านั้น เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่นานนี้
\"คุณเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บปวดที่แผลผ่าตัดมากใหม?\" ข้าพเจ้าเอ่ยทักคนไข้ก่อน
\"ในชีวิต ไม่เคยเจ็บปวดอย่างนี้มาก่อนเลย หลังผ่าตัด หมอลืมสั่งยาฉีดแก้ปวด
พยาบาลเองก็ไม่กล้าฉีดยาแก้ปวดให้ ฉันเลยปวดแผลอยู่ต้องนาน\" คนไข้พูดในเชิงตัดพ้อต่อว่า
\"อ้อ....ตอนแรกผมนึกว่า คุณหมอดมยาใส่ยาชาและมอร์ฟีนเข้าไปในกระดูกสันหลัง
ของคุณซึ่งจะมีผลลดอาการเจ็บปวดนานถึง 24 ชั่วโมง ผมจึงไม่ได้สั่งยาแก้ปวดให้\" ข้าพเจ้า
ตอบไปตามความจริง \"แต่พอพยาบาลเรียกผ่านวิทยุติดตามตัวมา ผมถึงได้รู้และรีบโทรศัพท์กลับมา
ที่นี่สั่งให้ฉีดมอร์ฟีนทุก 4-6 ชั่วโมงทันที\"
หลังจากนั้น คนไข้ได้พูดคุยในสิ่งที่ตัวเองเป็นห่วงอยู่ คือ กลัวว่าหลานสาวจะสอบ
เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้
\"นี่หลานสาวฉันเอง\" คนไข้แนะนำให้รู้จักหลานสาว ขณะที่หลานสาวกำลังยกมือไหว้
ข้าพเจ้า คนไข้ก็พูดต่อไปว่า \"ปีนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นปีที่สอง ไม่รู้จะสอบได้หรือเปล่า ปีที่
แล้ว สอบเทียบ ม.6 แล้วไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งหนึ่ง แต่สอบไม่ได้ ปีนี้ตั้งใจเต็มที่ อยาก
สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ หมอมีคำแนะนำอะไรไหม?\"
\"สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การสอบเข้ามหาวิทยาลัยถือเป็นการสอบยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ตื่นเต้นและเตรียมตัวมากกว่าการสอบครั้งใด ๆ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจนกระทั่งบัดนี้\" จากนั้น
ข้าพเจ้าจึงเล่าให้ฟังว่า
\"การสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่ที่สุดของเรา เพราะ
จะเป็นการกำหนดเส้นทางอาชีพเลยว่า อนาคตเราจะเป็นอะไร ถ้าสอบไม่ได้ อาจหมาย
ถึงหมดอนาคตไปเลย ความรู้สึกที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้นั้น เจ็บปวดมากเพียงไร ใครเลย
จะรู้ดีเท่ากับคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้\"
\"ใช่...ใช่...ปีที่แล้ว หนูลองไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยดู ขนาดเราพอจะรู้ตัวว่าน่า
จะสอบตก เวลาประกาศผลออกมาแล้ว หนูยังทำใจไม่ได้ ร้องไห้ไปหลายวันเลย นั่นขนาดหนูสอบ
เทียบได้ แล้วก็เตรียมตัวไม่พร้อมนะ ปีนี้หนูเตรียมตัวพร้อมเต็มที่ ถ้าสอบไม่ได้ คงทนต่อความรู้สึก
ล้มเหลวอย่างนั้นไม่ไหว\" หลานสาวคนดังกล่าวแสดงความคิดเห็นบ้าง
\"ต้องทนให้ได้ พ่อแม่พี่น้องเรานั่นแหละสำคัญที่สุด เวลาที่สอบไม่ได้ต้องช่วยกันปลอบ
ใจและให้กำลังใจ ไม่ใช่ไปกดดันหรือตำหนิซ้ำเติมไปอีก มิฉะนั้น เด็กคนที่สอบตก จะเตลิดออก
นอกลู่นอกทางไปเลย
ตัวผมเอง เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ ในช่วงนั้น มีนักเรียนจากสุพรรณบุรีสอบติด
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 6 คน แต่ผมเป็นคนสอบได้ที่หนึ่ง ตอนเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของ
โรงเรียนชายที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด และสอบได้เป็นอันดับที่ 2 ของนักเรียนทั้งหมดในจังหวัด
สุพรรณบุรี ดังนั้นจึงถือว่าผมเป็นคนดังคนหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี แต่พอประกาศผลสอบเข้า
มหาวิทยาลัย ปรากฏว่า นักเรียนอีก 5 คนที่มา ร.ร.เตรียมฯ ด้วยกันสอบได้ มีผมคนเดียวสอบ
ตก โอ้โฮ...ผมไม่อยากบอกเลยว่า ความรู้สึกตอนนั้นเป็นอย่างไร
ผมยังจำบรรยากาศวันที่ประกาศผลสอบวันนั้นได้ดีอยู่เลย
วันนั้น ผมเปิดวิทยุฟังอยู่ที่บ้าน คนอ่านรายชื่อก็อ่านไปเรื่อย ๆ พอใกล้ถึงหมายเลข
ประจำตัวของเรา พ่อแม่และพี่ ๆ น้อง ๆ ต่างก็มาออรวมกันอยู่รอบวิทยุเครื่องนั้น พอประกาศ
รายชื่อข้ามหมายเลขของเราไป ผมรู้สึกว่า ท้องฟ้ามืดตื้อเหมือนมีม่านมาบัง จิตใจหวิว ๆ
เหม่อลอยอย่างไร้สติ คิดกลับไปกลับมาว่า คนอ่านข่าวประกาศอ่านผิดหรือเปล่า บางทีเขาอาจจะ
อ่านข้ามรายชื่อของเราไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ข้าพเจ้าเหมือนตกอยู่ในภวังค์หรือมีมนต์สะกด ขณะที่
กำลังนั่งนึกเสียใจในความผิดพลาดของตัวเองอยู่ ก็มีเสียงดังจากคนรอบข้างว่า \"ไม่เป็นไรหรอก
ปีหน้าสอบใหม่ก็แล้วกัน\" คุณพ่อพูดที คุณแม่พูดซ้ำ พี่สาว พี่ชายต่างช่วยปลอบ น้องชายก็ช่วยหาน้ำมา
ให้ดื่ม บรรยากาศช่วงนั้น ถือว่า สำคัญมาก หากเป็นสภาพตรงกันข้าม พ่อแม่ด่า พี่ชายและ
พี่สาวพูดจาก้าวร้าว ด่าว่า เยาะเย้ยสำทับ ผมคงหมดกำลังใจและท้อใจไปเลย ตรงนี้ถือว่า เป็น
จุดผกผันของชีวิตจุดหนึ่ง
ผมรีบเดินออกจากบ้านเพื่อไปสอบถามเพื่อน ๆ ที่อยู่บ้านใกล้ ๆ ในระหว่างทางจะ
มีเพื่อนบ้านบางคนถามว่าสอบได้หรือไม่ ผมรู้สึกมีอะไรจุกอยู่ในปาก แต่ฝืนโกหกตอบออกไปว่า
\"ยังไม่รู้ คงต้องไปดูผลสอบที่กรุงเทพฯ\" เดินไปทางไหนก็มีคนถามเรื่อง \"สอบเข้ามหาวิทยาลัย
ได้หรือไม่\" ผมรู้สึกเบื่อเต็มทีและตอบไปในทำนองเดียวกัน ผมเดินทางไปพบเพื่อนคนไหน เพื่อน
คนนั้นก็สอบได้ สุดท้ายขี่รถมอเตอร์ไซด์ไปหาเพื่อนที่เรียนแย่ที่สุดในกลุ่มซึ่งอยู่ไกลออกไปจากบ้าน
ผมมาก
เพื่อนคนนี้ กำลังนอนเล่นอยู่ ผมไปถึงก็ถามทันทีว่า \"สอบได้หรือเปล่า\" เขาตอบว่า
\"สอบได้จุฬาฯ คณะเศรษฐศาสตร์\" และยังบอกอีกว่า \"พวกเราที่อยู่ ร.ร.เตรียมอุดมทุกคนสอบ
ได้ ยกเว้นแต่ผมเพียงคนเดียว\"
พอกลับถึงบ้าน ผมบอกกับพ่อแม่พี่น้องทุกคนว่า \"ผมจะไปเรียนกวดวิชาที่กรุงเทพฯ
และจะไม่กลับมาสุพรรณอีก จนกว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้\" ผมรู้สึกว่า พูดไปอย่างนั้นเอง แต่
ในทางปฏิบัติผมไม่กล้ากลับมาบ้านเกิดจริง ๆ
หลังจากนั้นทุก ๆ วัน ผมจะเรียนกวดวิชาตอนเย็นที่สถาบัน J.U.(ย่อจาก JUNIOR
UNIVERSITY) ตั้งแต่ 5 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่ม และกลับมาทบทวนสิ่งที่เรียนในตอนกลางคืน
สำหรับทุกวันจันทร์ เวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสี่โมงเย็น จะเรียนเพิ่มเติมภาษาอังกฤษที่
สถาบัน HOME OF ENGLISH ของอาจารย์คณิตศร์ วรรณโชติ ด้วย
การอ่านหนังสือในช่วงเวลากลางคืน ผมจะอ่านหนังสือทบทวนจนกระทั่งนั่งหลับคา
โต๊ะหนังสือไปเลย พอลืมตาขึ้นมาขาและน่องจะชาไปหมด ต้องนวดเฟ้นอยู่สักพักหนึ่ง จึงจะดีขึ้น
และอ่านหนังสือต่อไป พอรู้สึกว่า ทนไม่ไหวแล้วก็จะหยุดอ่านและเอนตัวลงนอน ผมทำเช่นนี้อยู่ตลอดปี
ที่เรียนกวดวิชา คิดดูซิว่า หนักหนาสาหัสขนาดไหน
ผมเรียนกวดวิชาที่สถาบัน 2 แห่งนี้อยู่ครึ่งปี ก็ไปเรียนกวดวิชาเพิ่มเติมอีกที่สถาบัน
MATH CENTRE ในช่วงเวลากลางวันที่ว่าง
ชีวิตนักศึกษาสอบตกมหาวิทยาลัยนี่สนุกมาก เรียนกวดวิชาไป เมื่อรู้จักเพื่อนมากขึ้น
ก็จะจับกลุ่มเป็นก๊วน ช่วยกันเรียนหนังสือ พวกเรามักจะจองที่นั่งบริเวณแถวด้านหน้า ผมชอบนั่ง
แถวหน้าสุด ไม่ว่าจะเรียนหนักขนาดไหน ผมยังหัวเราะและยิ้มได้เสมอ ยังคงสนุกสนานและ
หยอกล้อกับเพื่อนร่วมก๊วนยามเมื่อมีเวลาว่างระหว่างพักเรียน ผมไม่เคยลืมวันเก่า ๆ เลย ก๊วน
\"เด็กตก\" ของพวกเราใหญ่ที่สุดในสถาบัน J.U.และเป็น \"เด็ก\" ที่มาจากหลาย ๆ ที่ แต่ไม่ใช่
เด็กเกเร ถึงบัดนี้ผมยังจำหน้าของเพื่อน ๆ ทุกคนได้ดี
ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 2 พวกเราได้รวมตัวกันไปกิน \"ปีกไก่\" ที่บ้าน
อาจารย์คณิตศร์ วรรณโชติ ท่านอาจารย์อุตส่าห์ให้ภรรยาและครอบครัว ทำอาหารพิเศษเลี้ยง
พวกเรา คือ \"ปีกไก่\" ราดซอส ผมยังจำรสชาติของ \"ปีกไก่\" ของอาจารย์ได้เลย อาจารย์
คณิตศร์ วรรณโชติ ได้ให้ข้อคิดก่อนกลับว่า
\"นักเรียนที่มาบ้านนี้ถือว่าเป็นคนที่โชคดีและใครก็ตามที่กิน \"ปีกไก่\" มักจะสอบเข้า
มหาวิทยาลัยได้ แต่อยากจะเตือนไว้ว่า อย่าหักโหมในช่วงก่อนสอบ โดยเฉพาะ 2-3 วัน สุดท้าย
อาทิตย์สุดท้ายก่อนสอบ ไม่ต้องอ่านหนังสือมาก อ่านหนังสือน้อย ๆ และนอนแต่หัวค่ำ ก่อนสอบ
2-3 วัน พักผ่อนให้มากที่สุด ไม่ต้องอ่านหนังสือเลยก็ได้ ไม่มีใครอ่านหนังสือเพียง 2-3 วัน แล้ว
สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรอก คนที่สอบได้ จะต้องเตรียมตัวอย่างดีมาตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม
ขออวยพรให้พวกเราสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทุกคน\"
คำพูดของอาจารย์คณิตศร์ ผมยังจำได้ขึ้นใจ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
1 อาทิตย์ก่อนสอบ พวกเรา ก๊วน \"เด็กตก\" ได้ไปสังสรรค์กันที่ห้องอาหารแห่งหนึ่ง
พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่ได้กังวลถึงเรื่องสอบ ผมถือว่า \"ได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว ถ้าจะสอบ
เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้อีก ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้\"
ในช่วงวันสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมเข้านอนแต่หัวค่ำ ทำจิตใจให้เบิกบาน ไม่คิดใน
สิ่งที่จะเป็นกังวล ไหว้พระขอให้พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาแล้วสมองแจ่มใส แค่นี้เอง
ในที่สุด ด้วยผลของการมุมานะอย่างหนักตลอดปี อ่านหนังสือกองเท่าภูเขาเหล่ากา
ผมสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ผมยังจำคำพูดของเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งสอบติดแพทย์รามาในปีที่ผมสอบตกได้ เขาพูดว่า
\"นายอย่าไปอ้างโน่น อ้างนี่เลย บ่นไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้นายไปนั่งเงียบ ๆ นึกทบทวนว่า มีข้อ
ผิดพลาดอะไรแล้วแก้ไข จะไม่ดีกว่าหรือ\" คำพูดนี้เอง มีส่วนช่วยอย่างมากในการเปลี่ยนแปลง
ชีวิตของผม เพราะผมจะหยุดพร่ำบ่นให้คนอื่นฟัง และหันกลับมานั่งอ่านหนังสืออย่างมีสมาธิ โดยไม่
เสียเวลาไปอย่างไร้ค่า\"
นี่คือ เรื่องราวที่ข้าพเจ้าเล่าให้กับหลานสาวของคนไข้สตรีรายนี้ฟัง จนดึกดื่นเกือบ
เที่ยงคืน
ก่อนกลับ ข้าพเจ้าได้อวยพรให้หลานสาวของคนไข้โชคดี สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
และอย่าเสียใจหากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้
ชีวิตคนเรา ไม่ใช่จบสิ้นเพียงแค่ \"สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่\" เท่านั้น ยังมี
เวลาอีกมากมายในชีวิต ค่อย ๆ คิดไป ทุกอย่างมีทางออกของมันเอง

มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต
มหาฯลัย ยิ่งใหญ่ กระนั้นหรือ นักเรียนต่าง ลุกฮือ เข้าแข่งขัน
เร่งเรี่ยวแรง หวังแซง เบียดแย่งกัน ใจมุ่งมั่น ไม่หวั่น อันตราย
มหาฯลัย มีดี ที่ตรงไหน คนถึงได้ อดทน ยอมขวนขวาย
ยอมอดหลับ อดนอน อดสบาย แม้ยอมขาย วิญญาณ ความเป็นคน
ใครสอบได้ เป็นบัณฑิต ติดมหาฯ อาจวางท่า กางก้าม ตามถนน
ทำตัวเขื่อง เยื้องย่างอย่าง วีรชน สำคัญตน ผิดผิด คิดใหญ่โต
คงมีบ้าง บางคน ที่อ่อนน้อม จิตใจพร้อม พอใช้ ไม่ยโส
มาเพื่อเรียน จริงจัง ตั้งมโน จะสร้างโล่ห์ เกียรติยศ ปรากฏไกล
มีบางคน เก่งกาจ องอาจยิ่ง ไม่สุงสิง เกเร เถลไถล
วันทั้งวัน ลับหาย ไม่เจอใคร ขลุกอยู่ใน กองตำรา บ้าคนเดียว
เป็นนิสิต ธรรมดา นั่นแหละดี ไม่ต้องมี ความกดดัน อันหวาดเสียว
ยามเรียนเล่น เป็นเวลา น่ารักเชียว ยามไปเที่ยว เกี่ยวก้อย สนุกกัน
ฉันเป็นหนึ่ง ในบุคคล ที่โชคร้าย สอบไม่ได้ มหาฯลัย ดังใจฝัน
ไม่ใช่เป็น นักศึกษา สถาบัน ไม่มีวัน ได้ดี แต่นี้ไป
ใครจะทราบ ความรู้สึก คนสอบตก ช่างเหมือนหมก ในนรก อกหมองไหม้
ร้อนระอุ ครุกรุ่น อยู่ภายใน เผาผลาญ จิตใจ จนแหลกราญ
ครุ่นคิดถึง วันเก่าเก่า เราเคยเก่ง หมู่นักเรียน กริ่งเกรง ความกล้าหาญ
เคยเป็นหนึ่ง ในเชิง วิชาการ เคยฝันหวาน เป็นดาวเด่น มหาฯลัย
แต่บัดนี้ ฉันไม่มี อนาคต ความคิดอ่าน ละลายหมด ดั่งเทียนไข
เมื่อไรหนอ จึงจะมี กำลังใจ เริ่มต้นใหม่ เหยียบบันได ขึ้นก้าวเดิน
ขอทุกคน อย่าตำหนิ ในตัวฉัน เพราะว่ามัน ทำให้เกิด การเก้อเขิน
ใจอ่อนล้า ไม่สู้หน้า กล้าเผชิญ จนหมางเมิน ดูหมิ่น วิญญาณตน
ช่วยจุดไฟ ดวงน้อย ให้สักนิด ช่วยเป็นมิตร ร่วมเดินทาง สร้างกุศล
ช่วยพยุง ลุกขึ้นยืน ด้วยสักคน ฉันจะเดิน ก้าวผจญ ไม่บ่นเลย
ขอเวลา ขอโอกาส ฉันสักหน่อย จะไม่ปล่อย สูญเปล่า ไปเฉยเฉย
จะทุ่มเท ชีวา กว่าที่เคย ไม่ขอเป็น เช่นเชลย ชั่วนิรันดร์
ต่อแต่นี้ ฉันจะมี ชีวิตใหม่ ศึกษาอยู่ มหาฯลัย ในฝัน
ใช้อดีต เป็นบทเรียน ถ่ายทอดกัน อนาคต คือสร้างสรรค์ ฝันเป็นจริง




@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
พ.ต.อ. นพ.เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน